Monday, October 23, 2006

สัมมาทิฏฐิ ๔๐ อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

ชาติคือความเกิด ๓
ทางปฏิบัติให้ถึงความดับ ๕
เห็นดั่งนี้จึงจะชื่อว่าเห็นทุกข์ ๘











คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๗๓/๒ ครึ่งหลัง ต่อ ๗๔/๑ ( File Tape 58 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๔๐ อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ
ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรมาโดยลำดับ
จะได้แสดงต่อไปในข้อว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เกิดภพ
ภพนั้นก็คือความเป็นความมี อันได้แก่กามภพ รูปภพ อรูปภพ
เพราะมีความยึดถือซึ่งเป็นอุปาทาน จึงมีภพความเป็นความมี
ภพอย่างละเอียดก็คืออัสมิมานะ ความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น
ยึดถือในสิ่งในสิ่งใด ก็เกิดเป็นความมีความเป็น คือเป็นเราสืบมาถึงเป็นของเราขึ้นในสิ่งนั้น
ยึดอยู่ในกาม ก็เป็นเราขึ้นในกาม ก็เป็นกามภพ ยึดในรูป ก็เป็นเราขึ้นในรูป เป็นรูปภพ
ยึดในอรูปก็เป็นเราขึ้นในอรูป เป็นอรูปภพ

เพราะฉะนั้น เมื่อมีอุปาทานคือความยึดถือจึงมีภพ และเมื่อมีภพจึงมีชาติคือความเกิด

เพราะว่าเมื่อมีเราในกามก็ดี ในรูปก็ดี ในอรูปก็ดี ก็มีชาติคือความเกิดขึ้นแห่งเรา
อันชาติคือความเกิดขึ้นนั้น เมื่อมีเป็นชาติขึ้นแล้ว ก็ต้องมีชรามีมรณะ
มีโสกะความโศก ปริเทวะความรัญจวนคร่ำครวญใจ เป็นต้น
เป็นอันว่าทุกข์ทั้งหมดก็เกิดขึ้น

ชาติคือความเกิด

ตรงนี้ได้มีพระพุทธาธิบาย ขยายชาติคือความเกิดออกไป
ตรงที่ทรงต้องการที่จะชี้ว่า เมื่อมีชาติคือความเกิด ก็มีชรามรณะ
หากไม่มีชาติคือความเกิด ก็ไม่มีชรามรณะ ดังที่ได้ตรัสถามพระอานนท์ว่า
ชาติคือความเกิด คือความเกิดของมนุษย์ ความเกิดของเทพโดยความเป็นเทพ
ความเกิดของคนธรรพ์โดยความเป็นคนธรรพ์ ความเกิดของยักษ์โดยความเป็นยักษ์
ความเกิดของภูติโดยความเป็นภูติ ความเกิดของมนุษย์โดยความเป็นมนุษย์
ความเกิดของสัตว์สี่เท้าโดยความเป็นสัตว์สี่เท้า ความเกิดของนกโดยความเป็นนก
ความเกิดของงูสัตว์เลื้อยคลาน โดยความเป็นงูเป็นสัตว์เลื้อยคลาน
หากว่าไม่มีความเกิดแห่งเทพเป็นต้นเหล่านี้ขึ้น
จะมีชรามรณะหรือไม่ ท่านพระอานนท์ก็กราบทูลว่าไม่มี
ในเมื่อมีความเกิดแห่งเทพเป็นต้นดังกล่าว จึงมีชรามรณะใช่หรือไม่
พระอานนท์ก็กราบทูลว่าใช่ ดั่งนี้

ตามที่อธิบายมาตั้งแต่อาสวะอวิชชา จนถึงชรามรณะนี้
เป็นการแสดงอธิบายเพื่อให้เชื่อมต่อ ว่าเป็นปัจจัยของกันมาโดยลำดับอย่างไร
ในข้อสัมมาทิฏฐินี้ ท่านพระสารีบุตรจับแสดงไปทีละข้อ เป็นอริยสัจจ์ ๔ ไปทีละข้อ
คือให้รู้จักชรามรณะ ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งชรามรณะคือชาติ
ให้รู้จักความดับชรามรณะคือดับชาติ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชรามรณะ
คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักชาติคือความเกิด ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งชาติคือภพ
ให้รู้จักความดับชาติก็คือดับภพ ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับชาติ ก็คือมรรคมีองค์ ๘
ท่านแสดงให้รู้จักภพ ให้รู้จักเหตุเกิดภพ คืออุปาทาน ให้รู้จักความดับภพก็คือดับอุปาทาน
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับภพก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักอุปาทาน ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งอุปาทานก็คือตัณหา
ให้รู้จักความดับอุปาทานก็คือดับตัณหา
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอุปาทานก็คือมรรคมีองค์ ๘
( เริ่ม ๗๔/๑ ) ท่านแสดงให้รู้จักตัณหา ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งตัณหาก็คือเวทนา
ให้รู้จักความดับตัณหาก็คือดับเวทนา
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับตัณหาก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักเวทนา ท่านแสดงให้รู้จักเหตุเกิดเวทนาก็คือผัสสะ
ท่านแสดงให้รู้จักความดับเวทนาก็คือดับผัสสะ
ท่านแสดงให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับเวทนาก็คือมรรคมีองค์ ๘
ท่านแสดงให้รู้จักผัสสะ ให้รู้จักความเกิดเหตุเกิดแห่งผัสสะก็คืออายตนะทั้ง ๖
ท่านแสดงให้รู้จักความดับผัสสะ ก็คือดับอายตนะทั้ง ๖
ท่านแสดงให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับผัสสะ ก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักอายตนะทั้ง ๖ ให้รู้จักเหตุเกิดแห่งอายตนะทั้ง ๖ ก็คือนามรูป
ให้รู้จักความดับแห่งอายตนะทั้ง ๖ ก็คือดับนามรูป
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอายตนะทั้ง ๖ ก็คือมรรคมีองค์ ๘
ท่านแสดงให้รู้จักนามรูป ให้รู้จักเหตุเกิดนามรูปก็คือวิญญาณ
ให้รู้จักความดับนามรูปก็คือดับวิญญาณ
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับนามรูป ก็คือมรรคมีองค์ ๘
ท่านแสดงให้รู้จักวิญญาณ ให้รู้จักเหตุเกิดวิญญาณก็คือสังขาร

ให้รู้จักความดับวิญญาณก็คือดับสังขาร
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับวิญญาณ ก็คือมรรคมีองค์ ๘
ท่านแสดงให้รู้จักสังขาร ให้รู้จักเหตุเกิดสังขารก็คืออวิชชา
ให้รู้จักความดับสังขารก็คือดับอวิชชา
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับสังขารก็คือมรรคมีองค์ ๘

ท่านแสดงให้รู้จักอวิชชา ท่านแสดงให้รู้จักเหตุเกิดอวิชชาก็คืออาสวะ
ท่านแสดงให้รู้จักความดับอวิชชาก็คือดับอาสวะ
ท่านแสดงให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอวิชชา ก็คือมรรคมีองค์ ๘
ท่านแสดงให้รู้จักอาสวะ ให้รู้จักเหตุเกิดอาสวะก็คืออวิชชา ก็กลับย้อนมาอวิชชาอีก
ให้รู้จักความดับอาสวะก็คือดับอวิชชา
ให้รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ ก็คือมรรคมีองค์ ๘

ก็เป็นอันว่ายุติลงแค่อวิชชาอาสวะ หรือว่าอาสวะอวิชชา
อันนับว่าเป็นต้นเงื่อนที่ได้ทรงค้นพบได้ตรัสรู้ และได้ทรงนำมาแสดงชี้แจงจำแนก
และก็เป็นอริยสัจจ์ไปทุกข้อ ดังจะพึงเห็นได้ว่าตามที่ได้สรุปมานี้
แต่ละข้อก็เป็นสี่ๆทั้งนั้น คือเป็นอริยสัจจ์ ๔ ไปทุกข้อ

ทางปฏิบัติให้ถึงความดับ

และทางปฏิบัติให้ถึงความดับของทุกข้อนั้น ก็ยืนตัวคือมรรคมีองค์ ๘
อันได้แก่สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ ก็คือเห็นในอริยสัจจ์ทั้ง ๔
สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ ก็คือดำริในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นั่นแหละ
แต่ท่านแสดงเป็นความดำริออก ดำริที่ไม่ปองร้าย ดำริที่ไม่เบียดเบียน
สัมมาวาจาเจรจาชอบ สัมมากัมมันตะการงานชอบ สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายามะเพียรชอบ สัมมาสติระลึกชอบ สัมมาสมาธิตั้งใจชอบ

ได้มีพระพุทธาธิบายในมรรคมีองค์ ๘ นี้ โดยตั้งข้อสัมมาทิฏฐินำ
คือเมื่อมีความเห็นชอบนำก็ย่อมมีความดำริชอบ เมื่อมีความดำริชอบก็ย่อมมีวาจาชอบ
เมื่อมีวาจาชอบก็ย่อมมีการงานชอบ เมื่อมีการงานชอบก็ย่อมมีการเลี้ยงชีวิตชอบ
เมื่อมีการเลี้ยงชีวิตชอบก็ย่อมมีความเพียรชอบ เมื่อมีความเพียรชอบก็ย่อมมีสติชอบ
เมื่อมีสติชอบก็ย่อมมีสมาธิชอบ

และได้มีพระพุทธาธิบายต่อไปอีกว่า
เมื่อมีสมาธิชอบก็ย่อมมีสัมมาญาณะคือความหยั่งรู้ชอบ
เมื่อมีความหยั่งรู้ชอบก็ย่อมมีสัมมาวิมุติคือพ้นชอบ ดั่งนี้
มรรคมีองค์ ๘นี้ย่อมเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติเพื่อดับแห่งทุกข้อ

และเมื่อพิจารณาดูตามพระเถราธิบายที่ท่านแจกข้อธรรม
ในปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น จับแต่ข้อชรามรณะ
ไปจนถึงอวิชชาอาสวะ หรืออาสวะอวิชชา ก็แยกเป็นอริยสัจจ์ ๔ ไปทุกข้อดังที่กล่าว
และก็กล่าวได้ว่า ก็แบ่งออกเป็นสายเกิด และแบ่งออกเป็นสายดับ
หากจะพูดรวบรัดเข้ามาว่า เป็นสายเกิดแห่งอะไร ก็กล่าวได้ว่าเป็นสายเกิดแห่งทุกข์
เพราะว่าในสายเกิดนั้นก็มาสุดลงที่ชรามรณะ แก่ ตาย
และโสกะปริเทวะความโศกความรัญจวนคร่ำครวญใจเป็นต้น รวมเข้าก็คือทุกๆอย่าง
ต้นทางของสายเกิดก็เพราะอวิชชาอาสวะ หรืออาสวะอวิชชา
ก็มาสุดลงที่กองทุกข์ทั้งหมด มีชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น
เพราะฉะนั้น จึงสรุปเข้าว่าเป็นสายเกิดทุกข์

ส่วนสายดับนั้น กล่าวอย่างรวบรัดเข้ามาว่าดับอะไร ก็กล่าวได้ว่าดับทุกข์
เพราะว่าปลายทางก็คือดับทุกข์ ชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น ดับไปหมด
เนื่องจากดับมาจากต้นทาง คืออวิชาอาสวะ หรืออาสวะอวิชชา ดับ
ทุกอย่างก็ดับมาตลอดสาย จนถึงดับกองทุกข์ทั้งหมด มีชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น

ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าบรรดาข้อธรรมในปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นทุกข้อ
คืออาสวะอวิชชา หรืออวิชชาอาสวะ อาสวะ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป
อายตนะ ๖ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นทุกข์สัจจะสภาพที่จริงคือทุกข์ทั้งหมด
เพราะว่าเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์คือตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป
คือต้องเกิดดับ คือเกิดได้ ดับได้ สิ่งที่เกิดดับได้นี้รวมเข้าในคำว่าทุกข์ทั้งหมด
เพราะว่าตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ ทุกข์จึงมิได้หมายความเฉพาะทุกขเวทนาเท่านั้น
จึงได้มีแสดงถึงคำว่าทุกข์เอาไว้ว่า ทุกขทุกขะ ทุกข์โดยความเป็นทุกข์
สังขารทุกข์ ทุกข์คือสังขารสิ่งที่ผสมปรุงแต่งทั้งหลาย
วิปรินามทุกข์ ทุกข์คือความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่มีลักษณะเป็นทุกข์ โดยเป็นทุกข์
ดังที่เรียกกันว่าทุกขทุกข์ และสิ่งที่เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งหมด
และสิ่งที่ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด รวมเข้าในคำว่าทุกข์นี้ทั้งนั้น
แม้ตัวเวทนาเอง สุขเวทนาก็เป็นทุกข์ เพราะว่าต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ต้องเกิดดับ
ทุกขเวทนาก็เป็นทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ต้องเกิดดับ
อุปเบกขาเวทนาก็เป็นทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง ต้องเกิดดับ

เพราะฉะนั้น การเห็นทุกข์นั้นจึงมิใช่หมายความว่า เห็นในขณะที่มีทุกขเวทนา
เช่นในเวลาที่เหน็ดเหนื่อย หรือในเวลาที่ต้องอยู่ในที่ร้อนไปหนาวไป
ในเวลาที่ต้องมีทุกข์เวทนาต่างๆจากอาพาธป่วยไข้
การเห็นทุกข์ดั่งนี้ ทุกๆคนเมื่อประสบทุกขเวทนาก็ต้องเห็นทั้งนั้น
คือต้องเสวยทุกข์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น แล้วก็ต้องเห็นทุกข์ดั่งนั้นทั้งนั้น
แต่ว่าเมื่อเห็นก็ยังจมอยู่ในกองทุกข์ ยังต้องตกอยู่ในทุกข์ พรากจิตออกมาไม่ได้
เพราะฉะนั้นทุกข์อย่างที่เห็นๆกันนี้ ผู้เห็นจึงไม่ชื่อว่าเห็นทุกข์
เห็นทุกข์นั้นจะต้องเห็นว่า แม้ทุกขเวทนาที่กำลังประสบอยู่ก็เป็นทุกข์

คือต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง ต้องเกิดต้องดับ
แม้ในเวลาที่ประสบสุขเวทนาต่างๆ มีความสุขสบายต่างๆ
ก็ต้องเห็นว่าสุขที่กำลังประสบอยู่นั้นเป็นตัวทุกข์
คือเป็นสิ่งที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่ต้องเกิดดับ
แม้ในขณะที่กำลังประสบหรือเสวยอุเบกขาเวทนา เวทนาที่ไม่ทุกข์ไม่สุข
ก็ต้องรู้จักว่านั่นเป็นเวทนาที่เป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข ซึ่งก็ต้องเป็นตัวทุกข์
คือเป็นสังขารสิ่งผสมปรุงแต่ง ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง

เห็นดั่งนี้จึงจะชื่อว่าเห็นทุกข์

จะต้องเห็นดั่งนี้จึงจะชื่อว่าเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ในเวทนา เห็นทุกข์ในรูป
เห็นทุกข์ในเวทนา เห็นทุกข์ในสัญญา เห็นทุกข์ในสังขาร เห็นทุกข์ในวิญญาณ
ทั้งหมดว่าเป็นสิ่งที่ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ต้องเกิดต้องดับ
ชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
ชาติก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว ภพก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
อุปาทานก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว ตัณหาก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
เวทนาก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว ผัสสะก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
อายตนะทั้ง ๖ ก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว นามรูปก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
วิญญาณก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว สังขารก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว
แม้อวิชชาอาสวะก็ต้องเป็นตัวทุกข์ดังกล่าว เพราะเป็นสิ่งที่ต้องเกิดต้องดับ คือดับได้
ดั่งนี้ จึงจะชื่อว่าเห็นทุกข์ในอริยสัจจ์ ที่สืบเนื่องกันไปเป็นสาย เป็นทุกข์ทั้งหมด
คือเป็นสิ่งที่ต้องเกิดต้องดับหมด ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงหมด
เพราะฉะนั้น เห็นดั่งนี้จึงจะชื่อว่าเห็นทุกข์

และเห็นว่าบรรดาข้อธรรมะเหล่านี้ เป็นสมุทัยของกันและกัน
ดังที่ได้แสดงมาแล้ว อาสวะเป็นสมุทัยของอวิชชา อวิชชาเป็นสมุทัยของอาสวะ

อาสวะเป็นสมุทัยของอวิชชา อวิชชาเป็นสมุทัยของสังขารเป็นต้น
ลงมาจนถึงชาติเป็นสมุทัยของชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น
เป็นสมุทัยของกันและกัน เป็นลูกโซ่มาโดยลำดับ ดั่งนี้ เป็นข้อสมุทัย
และเห็นความดับที่ต้องดับสืบต่อกันมาเป็นสาย จากอวิชชาอาสวะ
อาสวะอวิชชาลงมา จนถึงดับชาติดับชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น

นั่นก็เป็นเห็นนิโรธคือความดับทุกข์
และเห็นมรรคคือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือมรรคมีองค์ ๘
ว่าเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบเป็นข้อสำคัญ
โดยที่มีมรรคทั้งหมดสนับสนุน คือจะต้องมีทั้งอีก ๗ ข้อมารวมเป็นมรรคสมังคี
ความพร้อมเพรียงกันขององค์มรรค สัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบจึงจะมีกำลังแก่กล้า
มองเห็นสัจจะคือความจริงในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ เหล่านี้ ที่จำแนกไปโดยลำดับตลอดสาย
และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้วจึงจะได้สัมมาญาณะความหยั่งรู้ชอบ
สัมมาวิมุติความหลุดพ้นชอบในที่สุด

ท่านพระสารีบุตรได้แสดงธรรมะในปฏิจจสมุปบาทนี้
สืบต่อๆจากที่ท่านได้แสดงถึงสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ คือเห็นชอบในกรรม
พร้อมทั้งเหตุของกรรม ซึ่งท่านได้แสดงว่าสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ
ก็ได้แก่ รู้จักอกุศล รู้จักอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ
รู้จักกุศล รู้จักกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ
รู้จักอาหารทั้ง ๔ อันได้แก่รู้จักว่าอาหารคือคำข้าว ซึ่งเป็นของหยาบเป็นอาหารของกาย
รู้จักว่าผัสสะเป็นอาหารของเวทนา รู้จักมโนสัญเจตนาคือความจงใจ ว่าเป็นอาหารของกรรม
และรู้จักวิญญาณว่าเป็นอาหารของนามรูป ดั่งนี้
แล้วท่านจึงแสดงอริยสัจจ์ทั้ง ๔ คือให้รู้จักทุกข์ รู้จักทุกขสมุทัยเหตุเกิดทุกข์
รู้จักทุกข์นิโรธความดับทุกข์ รู้จักมรรคคือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
แล้วจึงขยายออกมาเป็นข้อธรรมในปฏิจจสมุปบาท โดยแยกเป็นอริยสัจจ์ ๔ ไปทุกๆข้อ

แต่ว่าข้อธรรมในปฏิจจสมุปบาทนี้
ท่านพระอานนท์ได้เคยกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ปรากฏแก่ท่านว่าเหมือนเป็นของง่าย
แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านพระอานนท์อย่ากล่าวเช่นนั้น
ธรรมะในปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมะที่ลุ่มลึก ซึ่งเห็นได้ยากรู้ได้ยาก
เพราะฉะนั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงอริยสัจจ์ทั้ง ๔ จึงได้แสดงโดยปริยายที่เข้าใจกันง่าย
ทรงแสดงทุกข์สัจจะสภาพที่จริงคือทุกข์ ก็ทรงชี้ให้รู้จักสภาวะทุกข์ คือชาติชรามรณะ
ให้รู้จักปกิณกะทุกข์ ก็คือโสกะปริเทวะเป็นต้น ซึ่งรวบเข้าก็เป็นประจวบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก สรุปลงเป็นหนึ่งก็คือปรารถนาไม่ได้สมหวัง
และโดยย่อขันธ์เป็นที่ยึดถือทั้ง ๕ ประการเป็นตัวทุกข์ ก็คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
และทรงแสดงทุกขสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ทรงชี้เอาตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก
ทรงแสดงทุกขนิโรธความดับทุกข์ ก็คือดับตัณหา
ทรงแสดงมรรคทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ก็คือมรรคมีองค์ ๘ ดังกล่าว
ซึ่งเป็นปริยายที่เข้าใจได้ง่าย

แต่ในทางพระสัพพัญญุตญาณที่ตรัสรู้นั้น ได้ตรัสแสดงไว้
ว่าได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น คือได้ตรัสรู้อย่างละเอียด
และเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็ยังได้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรมที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นนี้
ทั้งโดยสมุทัยวาร วาระเกิด นิโรธวาร วาระดับ
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*





๑๐
สัมมาทิฏฐิ ๔๑ อริยสัจจ์โดยพิสดาร
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

จิตนี้ดิ้นรนกวัดแกว่ง ๒
อาลัยของจิต ๓
อานิสงส์ของสมาธิ ๔
สมาธิสุข ๕
ความรู้ที่เป็นตัวปัญญา ๖
จับเหตุให้ตรงกับผล ๗
สมาธิเพื่อปัญญา ๘
อริยสัจจ์ ๔ โดยพิสดาร ๙





คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๗๔/๑ ครึ่งหลัง ต่อ ๗๔/๒ ( File Tape 58 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๔๑ อริยสัจจ์โดยพิสดาร
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้บุคคลปฏิบัติอบรมจิต
อันเรียกว่าจิตตภาวนา หรือเรียกว่ากรรมฐาน อันแปลว่าการงานทางจิตที่ตั้งขึ้น
คือที่ปฏิบัติ อันอาศัยข้อที่พึงถือเป็นที่ตั้งของการปฏิบัติ
และก็ได้ตรัสแสดงถึงจิตนี้ว่า ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย รักษายากห้ามยาก
แต่ผู้มีปัญญาย่อมกระทำจิตของตนให้ตรงได้ เหมือนอย่างนายช่างศร ทำลูกศรให้ตรง
หรือว่าดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น ดั่งนี้

จิตนี้ดิ้นรนกวัดแกว่ง

และข้อที่จิตนี้ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย ถ้าไม่กำหนดก็อาจจะยังไม่ปรากฏแก่ความรู้
( เริ่ม ๗๔/๒ ) เพราะเป็นปรกติของทุกคนย่อมมีจิตใจไม่อยู่ที่

คิดไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เป็นปรกติ
และก็เป็นเรื่องที่รักใคร่ปรารถนาพอใจ อันทำใจให้อาลัย อันหน่วงใจไปให้คิดถึง
หรือว่าคิดไปถึงเรื่องที่ขัดใจ คิดไปถึงเรื่องที่หลงสยบติดอยู่ ย่อมไปดั่งนี้อยู่เป็นประจำ
จนถึงไม่สำนึกรู้ในจิตของตนเอง ว่ามีอาการดั่งที่ตรัสสอน

อาลัยของจิต

แต่เมื่อได้มาจับทำกรรมฐาน เช่น ตั้งจิตกำหนดในสติปัฏฐาน ที่ตั้งของสติ
คือกายเวทนาจิตและธรรม ข้อใดข้อหนึ่ง เช่น กำหนดในข้ออานาปานสติ
สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ให้จิตกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก
หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ จิตมักจะไม่ตั้งอยู่ในข้อที่ตั้งใจจะให้จิตตั้งอยู่นี้
จิตจะออกไปสู่อารมณ์คือเรื่องที่เป็นที่อาลัยของจิต คือที่ผูกจิต
ทั้งเป็นเรื่องที่น่ารัก ทั้งเป็นเรื่องที่น่าชัง ต่างๆ

เมื่อมีสตินำจิตเข้ามาตั้งไว้ใหม่
อยู่ที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เช่นตั้งไว้ที่ปลายจมูก หรือที่ริมฝีปากเบื้องบน
เมื่อลมหายใจเข้า ลมหายใจก็ย่อมจะมากระทบที่จุดนี้
กำหนดจิตให้มีความรู้ ในลมที่เป็นตัวโผฏฐัพพะคือที่มาถูกต้องกายส่วนนี้
ทำความรู้ว่า นี่หายใจเข้า นี่หายใจออก จิตมักจะไม่ตั้งอยู่ ต้องนำกลับเข้ามาบ่อยๆดั่งกล่าวนั้น
ก็เพราะจิตยังไม่ได้ความสุข ยังไม่ได้ความเพลิดเพลินในสมาธิ
ยังติดอยู่ ยังเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์ที่ใคร่ที่ปรารถนาทั้งหลาย อันเป็นเหตุดึงจิตออกไป
แต่ว่าเมื่อทำบ่อยๆ ได้ปีติคือความอิ่มใจ ได้สุขคือความสบายกายสบายใจ
อันเกิดจากสมาธิ คือว่าจิตรวมเข้ามาตั้งได้ และทำให้ได้ปีติได้สุข
ก็ย่อมจะทำให้จิตนี้เริ่มตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้ เพราะว่าได้ความสุข
ไม่ได้ความอึดอัด เดือดร้อนรำคาญ


อานิสงส์ของสมาธิ

ฉะนั้น สมาธินี้จึงมีอานิสงส์ผล ทำให้ได้ความสุขอยู่ในปัจจุบัน
สามารถที่จะถอนจิตออกจากอารมณ์ภายนอก อันทำให้วุ่นวายได้
แม้ว่าจะชั่วขณะ ที่เร็วหรือช้า สุดแต่ความเพียรที่ปฏิบัติ ถ้าไม่ทิ้งความเพียรที่ปฏิบัติแล้ว
ก็จะทำให้สามารถปฏิบัติรักษาจิต อยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้นาน
ความที่พรากจิตออกจากอารมณ์ภายนอกได้ มาตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิที่เป็นภายในดั่งนี้
ก็เป็นวิธีรำงับความทุกข์ต่างๆ อันเกิดจากอารมณ์ภายนอกได้ด้วย
ถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะพรากจิตออกมาได้ หากมีความทุกข์เพราะอารมณ์ภายนอก
ก็ย่อมจะต้องเป็นทุกข์อยู่นาน น้อยหรือมาก สุดแต่ว่าความผูกพันของจิต
อันเรียกว่าสัญโญชน์นั้น มีน้อยหรือมากเพียงไร
ก็เพราะว่า อันอารมณ์ภายนอกต่างๆนั้น เมื่อเป็น ปิยะสัมปโยค
คือความประจวบกับสิ่งที่เป็นที่รัก ก็ย่อมจะทำให้ได้ความสุขความสำราญ
หากเป็น ปิยะวิปโยค ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก
ก็ย่อมจะทำให้เกิดความทุกข์โศกต่างๆ

เพราะฉะนั้น เมื่อมิได้ปฏิบัติทางสมาธิ จึงยากที่จะพรากจิตออกได้
ทั้งจากความสุขความเพลิดเพลิน ทั้งจากความทุกข์โศก
แต่ว่าเมื่อได้ความสุขความเพลิดเพลิน ก็ย่อมจะไม่รู้สึกเป็นทุกข์เดือดร้อน
เป็นแต่เพียงว่ารักษาจิตไว้มิให้มัวเมาเพลิดเพลินเกินไปเท่านั้น
แต่ว่าจะได้ความสุขความเพลิดเพลินสมปรารถนาต้องการไปทุกเรื่องทุกราว ก็หาไม่
จะต้องพบกับความไม่สมปรารถนาควบคู่กันไปด้วย ตามธรรมดาของโลก
ซึ่งจะต้องมีทั้งส่วนที่สมปรารถนา ทั้งส่วนที่ไม่สมปรารถนา
คือทั้งส่วนที่ได้มา และทั้งส่วนที่จะต้องเสียไป เป็นไปตามคติธรรมดาของโลก
ของสังขารสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งหลาย และเป็นไปตามคติของกรรม ที่ได้กระทำไว้
เพราะฉะนั้น สุขกับทุกข์จึงมีคู่กันอยู่ในโลกเป็นธรรมดา ซึ่งทุกคนต้องประสบ

แต่ผู้ที่สามารถปฏิบัติอบรมจิตให้ตั้งอยู่ได้ในสมาธิ
รู้จักที่จะพรากจิตออกได้จากอารมณ์ภายนอก
ย่อมสามารถที่จะหนีทุกข์มาอยู่ในสมาธิ อันทำให้ได้ความสุขจากสมาธิ
แต่คนที่ไม่สามารถทำสมาธิได้ ย่อมไม่สามารถจะหลีกหนีจากทุกข์ได้
ต้องเผชิญกับความทุกข์อยู่ร่ำไป

สมาธิสุข

ฉะนั้น ความที่ทำสติความระลึกได้ พร้อมทั้งปัญญาคือความรู้ดั่งนี้
มาหัดทำสมาธิ พรากจิตจากอารมณ์ภายนอก
อันทำให้เกิดสุขก็ตาม ทำให้เกิดทุกข์ก็ตาม มาตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิ
และเมื่อพรากออกได้ ก็ย่อมจะทำให้ระงับทุกข์ได้ ทำให้ได้ความสุขได้
แต่ว่าเมื่อออกจากสมาธิไป ก็ย่อมจะต้องไปอยู่กับอารมณ์ภายนอก เป็นทุกข์ขึ้นอีก
แต่ถึงดั่งนั้นก็ยังดี เพราะเมื่อเห็นว่าจะทุกข์มากไป ก็หลบเข้ามาสู่อารมณ์ของสมาธิเสีย
ก็จะทำให้ได้ความสุขจากสมาธิ ทำให้จิตใจได้กำลัง
ได้เรี่ยวแรง ที่จะปฏิบัติกิจการทั้งหลาย

แต่ว่าเพียงสมาธิอย่างเดียว ยังไม่สามารถที่จะดับทุกข์ได้จริง
จึงต้องปฏิบัติทางปัญญาประกอบไปด้วย
กล่าวคือใช้สติความระลึกตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
ให้ได้ปัญญาคือความรู้ขึ้นรับรองว่าเป็นความจริง คือใช้สติระลึกไปตามที่ทรงสั่งสอน
ว่าเรามีความเกิดเป็นธรรมดา ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
เรามีความพลัดพราก คือจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้น
เรามีกรรมที่กระทำทางกายทางวาจาทางใจเป็นของๆตน เป็นทายาทรับผลของกรรม

มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึงอาศัย
จักกระทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว ก็จะต้องเป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น ดั่งนี้

ความรู้ที่เป็นตัวปัญญา

เมื่อพิจารณาดั่งนี้ ด้วยสติคือระลึกไปตามที่ทรงสั่งสอน
ให้ความรู้ของตนบังเกิดขึ้นรับรองว่าเป็นจริง เรามีความแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาจริง
เราจะต้องพลัดพรากจริง เรามีกรรมเป็นของๆตนจริง
ความรู้ที่บังเกิดขึ้นรับรองดั่งนี้เป็นตัวปัญญา อันบังเกิดขึ้นจากสติที่พิจารณา
เมื่อเป็นดั่งนี้ ก็จะทำให้รู้จักสัจจะคือความจริงของโลก
โดยเฉพาะก็คือขันธโลก โลกคือขันธ์ คือชีวิตนี้ของตนว่าเป็นอย่างไร
ให้รู้จักคติของกรรมว่าเป็นอย่างไร ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

เพราะฉะนั้น เมื่อต้องประสบกับคติธรรมดา
ของชีวิต ของโลก ที่เป็นไปอยู่ ดังที่ตรัสสอนให้พิจารณานั้น
ก็จะทำให้ได้สติระลึกได้ ว่าก็ต้องเป็นไปตามคติธรรดา และตามคติของกรรม
ก็จะทำให้จิตใจนี้สามารถที่จะระงับความตื่นเต้นยินดีในความสุขต่างๆ
หรือว่าความทุกข์โศกเพราะประสบเหตุของทุกข์ต่างๆได้
ยิ่งกว่าผู้ที่มิได้หัดพิจารณาให้ได้สติให้ได้ปัญญา

และยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็หัดกำหนดดูให้รู้จัก ตามที่พระพุทเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้
ในธรรมบทว่า ความโศกเกิดจากบุคคลและสิ่งซึ่งเป็นที่รัก
ภัยคือความกลัวต่างๆ เกิดจากบุคคลและสิ่งที่เป็นที่รัก ความโศก ความกลัว เกิดจากความรัก
เมื่อพ้นจากบุคคลและสิ่งซึ่งเป็นที่รัก พ้นจากความรักเสียได้ ความโศกความกลัวต่างๆ ก็ดับ
และได้ตรัสสอนไว้อีกว่า ความโศกความกลัวเกิดจากตัณหา คือความดิ้นรนทะยานอยาก
เมื่อพ้นจากตัณหา ก็ย่อมจะพ้นจากความโศกความกลัวได้ ดั่งนี้

เพราะฉะนั้น ก็หัดพิจารณาจับดูที่จิตใจ
ว่าจิตใจที่มีความทุกข์โศกก็ดี มีภัยคือความกลัวต่างๆอยู่ก็ดี เกิดขึ้นจากอะไร
ซึ่งโดยปรกตินั้น ก็มักจะไปเข้าใจว่า เกิดจากเหตุภายนอกต่างๆ เช่นเกิดจากบุคคลบ้าง
สิ่งต่างๆบ้าง ซึ่งถ้าเป็นที่รัก บุคคลหรือสิ่งนั้นๆก็ต้องพลัดพรากไป
ถ้าไม่เป็นที่รัก บุคคลหรือสิ่งนั้นๆ ก็กล้ำกรายเข้ามา
มักจะไปเพ่งดูดั่งนั้น และเมื่อเป็นดั่งนี้ก็ยิ่งทับถมทวีความโศก
ทับถมทวีภัยคือความกลัวความหวาดระแวงต่างๆยิ่งขึ้น

จับเหตุให้ตรงกับผล

เพราะฉะนั้น ความที่มาพิจารณาจับเหตุดั่งนี้ เรียกว่าเป็นการจับเหตุไม่ตรงกับผล
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนให้จับเหตุให้ตรงกับผล คือตรัสสอนให้จับเข้ามาดูเหตุ
ที่เป็นตัวเหตุภายใน คือตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากในใจของตนเอง
ซึ่งตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์

เพราะตัณหานี้เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานคือความยึดถือ
ยึดถือว่าเป็นตัวเรา ยึดถือว่าเป็นของเรา ยึดถือว่านั่นเป็นที่รัก ยึดถือว่านั่นไม่เป็นที่รัก
ตัณหาอุปาทานนี้เป็นตัวเหตุที่สร้างบุคคลและสิ่งที่เป็นที่รักบ้าง ไม่เป็นที่รักบ้าง
สร้างตัวเราของเราขึ้นในสิ่งทั้งหลายโดยรอบ
เพราะฉะนั้น ตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก อุปาทานคือความยึดถือนี้เอง
จึงเป็นตัวเหตุที่มีอยู่ในจิตใจนี้เอง

หมั่นพิจารณาดั่งนี้ ให้ความรู้ของตนนี่แหละบังเกิดขึ้นรับรอง
ว่าตัณหาอุปาทานในจิตใจของตนนี้ เป็นตัวทุกขสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์จริง
ทุกข์ต่างๆที่ได้รับอยู่ เป็นความทุกข์โศกต่างๆก็ดี เป็นภัยคือความกลัวต่างๆก็ดี
ก็มาจากตัณหาอุปาทานนี้เอง ให้ความรู้ของตนนี่แหละบังเกิดขึ้นรับรองว่าเป็นความจริง

ด้วยการที่หมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆ ให้มองเห็นว่านี่เป็นตัวเหตุ ทุกข์โศกภัยต่างๆนั้นเป็นตัวผล
เมื่อปัญญาบังเกิดขึ้น คือความรู้นี่แหละบังเกิดขึ้นรับรองว่าเป็นจริง ดั่งนี้
ทุกข์โศกต่างๆ ภัยคือความกลัวต่างๆ ก็จะดับไปทันที

สมาธิเพื่อปัญญา

พระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ก็ได้ตรัสแสดงไว้ในปฐมเทศนาของพระองค์ ว่าตรัสรู้ในอริสัจจ์ทั้ง ๔
คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ทุกข์ต่างๆนั้น ก็เพราะมีทุกขสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก
ดับตัณหาเสียได้ ก็เป็นทุกขนิโรธความดับทุกข์ จะดับได้ก็อาศัยปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘
มีสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบเป็นต้น มีสัมมาสมาธิความตั้งใจชอบเป็นที่สุด
ซึ่งแสดงว่าต้องมีสมาธิ คือความที่กำหนดจิตเพ่งจิตอยู่ ในอารมณ์ของสมาธิ
อารมณ์ของสมาธิเพื่อสมาธิ ก็เช่นอานาปานสติเป็นต้น
อารมณ์ของสมาธิเพื่อปัญญา ก็คือนามรูปนี้ กำหนดดูให้รู้จักนามรูปนี้ ให้รู้จักกายใจนี้
ว่าเป็นอนิจจะคือไม่เที่ยง ต้องเกิดดับ เป็นทุกข์ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป
และเป็นอนัตตาบังคับให้เป็นไปตามปรารถนามิได้ จึงมิใช่ตัวเรามิใช่ของเราตามที่ยึดถือกัน
ดั่งนี้ ความรู้ที่บังเกิดขึ้นรับรองความจริงนี้ ก็เป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ

พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาในมรรคมีองค์ ๘ นี้
ที่ตรัสเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทาข้อปฏิบัติที่เป็นหนทางกลางสมบูรณ์
ทรงกำหนดรู้ทุกข์ได้แล้ว ทรงละสมุทัยได้หมดแล้ว
ทรงทำให้แจ้งนิโรธได้แล้ว ทรงปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ ได้สมบูรณ์แล้ว
จักษุคือดวงตา ญาณคือความหยั่งรู้ ปัญญาคือความรู้รอบ วิชชาคือความรู้จริง
อาโลกคือความสว่างผุดขึ้นในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ กิเลสและกองทุกข์ดับไปหมดสิ้น
จึงทรงเป็นพุทโธคือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว

อริยสัจจ์ ๔ โดยพิสดาร

และความตรัสรู้ของพระองค์ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้ เมื่อแสดงโดยพิสดารตามที่ตรัสไว้ก็คือ
( เริ่ม ๗๕/๑ ) ปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ซึ่งมีอวิชชาอาสวะเป็นต้น
มาจนถึงชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยกันโดยลำดับ
นี้เป็นฝ่ายสมุทัยวาร คือเป็นฝ่ายเกิด หรือเป็นฝ่ายก่อทุกข์
พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงพิจารณาอริยสัจจ์ทางปฏิจจสมุปบาทนี้
แล้วก็ได้ทรงเปล่งอุทานขึ้น ซึ่งแปลความว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์
ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป
เพราะมารู้ธรรมะว่าเกิดจากเหตุ หรือรู้ธรรมะพร้อมทั้งเหตุ
หรือรู้ธรรมะว่ามีเหตุที่เป็นปัจจัยสืบต่อกันไป จึงทำให้เกิดทุกข์

แล้วได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททางนิโรธวาร ทางนิโรธวาระ หรือนิโรธวาร
คือวาระดับ คือดับทุกข์ ว่าเพราะดับอวิชชาอาสวะ หรืออาสวะอวิชชาเป็นต้น
จึงได้ดับมาโดย จนถึงดับชรามรณะโสกะปริเทวะเป็นต้น
ได้ทรงเปล่งอุทานขึ้นว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่
เมื่อนั้นความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป
เพราะมารู้ความสิ้นไปของปัจจัยคือเหตุทั้งหลาย ดั่งนี้
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*

สัมมาทิฏฐิ ๓๘ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

วิปัสสนาภูมิ ๓
เวทนา ๔
การปฏิบัติดับเวทนาด้วยสมาธิ ๖
กิเลสกรรมฐาน ๖
อารมณ์ของกรรมฐานเป็นไปเพื่อดับกิเลส ๗
ลักษณะของจิตที่เป็นกามาพจร ๘







คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๗๒/๒ ครึ่งหลัง ต่อ ๗๓/๑ ( File Tape 57 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๘ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ว่าอาศัยกันอย่างไร
ตามนัยยะพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตร ซึ่งท่านอธิบาย
ในข้อสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ ประกอบด้วยพระพุทธาธิบาย ซึ่งนำมาแทรกเข้า
และในตอนที่แสดงอธิบาย ถึงธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นสืบไปเป็นสาย
เหมือนอย่างส่ายโซ่ ซึ่งประกอบด้วยลูกโซ่เป็นอันมาก

ในตอนที่กำลังอธิบายนี้ก็เท่ากับกำลังอธิบายว่า
ลูกโซ่แต่ละลูกนั้นคล้องกันไปอย่างไร จึ่งได้ต่อกันไปเป็นสายเส้นเดียวกัน
ซึ่งได้มาถึงข้อว่า เพราะผัสสะหรือสัมผัสเป็นปัจจัย คือเป็นเหตุอาศัย
คือเมื่อสัมผัสหรือผัสสะเกิดขึ้น เวทนาก็เกิด เงื่อนหรือข้อต่อซึ่งได้อธิบายไปแล้ว
ก็คือเพราะอายตนะทั้ง ๖ เป็นปัจจัย จึงเกิดสัมผัสหรือผัสสะ

แต่ก็ได้แสดงอธิบายแทรกว่าในพระสูตรบางพระสูตร
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงข้ามอายตนะทั้ง ๖ คือตรัสว่าเพราะนามรูปเป็นปัจจัยเกิดสัมผัส
ก็เป็นปริยายคือเป็นทางแสดงของธรรมะ ซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสมในการแสดงนั้นๆ
ซึ่งบางครั้งก็แจกแจงอย่างละเอียด บางครั้งก็แสดงอย่างรวบรัด
เมื่อแสดงอย่างรวบรัดก็ข้ามอายตนะทั้ง ๖ ดังที่ได้แสดงอธิบายแล้ว
แต่เมื่อแสดงไม่รวบรัด ก็แสดงอายตนะทั้ง ๖ ต่อจากนามรูป
คือเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็เกิดอายตนะทั้ง ๖
เพราะอายตนะทั้ง ๖ เป็นปัจจัย ก็เกิดสัมผัสหรือผัสสะ

วิปัสสนาภูมิ

และแม้ในข้ออายตนะทั้ง ๖ เป็นปัจจัยแห่งผัสสะนั้น
ผู้ปฏิบัติก็เพ่งพิจารณา จับให้รู้จักอาการเป็นต้นของอายตนะทั้ง ๖ นั้นแต่ละข้อ
เชื่อมกับสัมผัสหรือผัสสะ ให้เป็นวิปัสสนาภูมิ ภูมิของวิปัสสนาได้
คือเพ่งพินิจพิจารณาให้รู้จักอาการ ให้รู้จักเพศ ให้รู้จักนิมิตคือเครื่องกำหนด
และให้รู้จักอุเทศคือการแสดง เช่นแสดงชื่อของตากับรูปที่ต่อกัน หูกับเสียงที่ต่อกัน
จมูกกับกลิ่นที่ต่อกัน ลิ้นกับรสที่ต่อกัน กายและโผฏฐัพพะที่ต่อกัน
มโนคือใจและธรรมะคือเรื่องราวที่ต่อกัน
จึงได้เกิดวิญญาณ เช่นจักขุวิญญาณ รู้รูปทางตาคือเห็นรูปเป็นต้น
และเมื่อทั้ง ๓ นี้มาประชุมกัน จึงเกิดสัมผัสหรือผัสสะ

แต่ว่าในหมวดปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น
แสดงว่าเพราะอายตนะเป็นปัจจัยก็เกิดสัมผัสหรือผัสสะ ก็เป็นการรวบรัด
การพิจารณาให้รู้จักอาการเป็นต้นของวิถีจิต ทางดำเนินของจิตใจดั่งนี้
ก็เป็นวิปัสสนาภูมิ ภูมิของวิปัสสนาดังกล่าวแล้ว


เวทนา

และเพราะสัมผัสหรือผัสสะเป็นปัจจัย
หรือว่าเพราะสัมผัสหรือผัสสะมีขึ้น เกิดขึ้น จึงเกิดเวทนา จึงมีเวทนา
เพราะฉะนั้น เวทนาคือสุขทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข
หรือว่าเวทนาที่จำแนกออกเป็นเวทนา ๕ ได้แก่ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา
ซึ่งมีอธิบายว่า สุขก็ได้แก่สุขทางกาย ทุกข์ก็ได้แก่ทุกข์ทางกาย
โสมนัสสุขทางใจ โทมนัสทุกข์ทางใจ
อุเบกขาก็คือความเป็นกลางๆ มิใช่ทุกข์ มิใช่สุข มิใช่โสมนัส มิใช่โทมนัส

แต่เมื่อย่อเข้าก็เป็นเวทนา ๓ ที่แสดงกันโดยมาก
คือสุขทุกข์และอทุกขมสุข มิใช่ทุกข์มิใช่สุข เมื่อแสดงเวทนา ๓ ดั่งนี้
สุขก็หมายถึงทั้งสุขทางกาย ทั้งสุขทางใจ ทุกข์ก็หมายถึงทั้งทุกข์ทางกาย ทั้งทุกข์ทางใจ
อทุกขมสุข มิใช่ทุกข์มิใช่สุข ก็หมายถึงอุเบกขาเป็นกลางๆ มิใช่ทุกข์มิใช่สุขทางกายทางใจ
เพราะฉะนั้น แม้จะจำแนกเวทนาเป็น ๓ แม้จะจำแนกเวทนาเป็น ๕ ก็เป็นอันเดียวกันนั้นเอง
ก็คือหมายถึงสุขทุกข์และมิใช่ทุกข์มิใช่สุขเป็นกลางๆ ที่เป็นไปทางกายบ้างที่เป็นไปทางใจบ้าง

และท่านมีแสดงขยายความออกไปอีกว่า
อันสุขทุกข์ทางกายนั้น ก็บังเกิดจากกายสัมผัส สัมผัสทางกาย
คือสัมผัสสิ่งที่ถูกต้องทางกาย ส่วนสัมผัสทางตาที่เห็นรูปต่างๆ
สัมผัสทางหูที่ได้ยินเสียงต่างๆ สัมผัสทางจมูกที่ได้ทราบกลิ่นต่างๆ
สัมผัสทางลิ้นที่ได้ทราบรสต่างๆ และสัมผัสทางมโนคือใจที่ได้คิดได้รู้เรื่องต่างๆ
ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดสุขทุกข์ทางใจ

( เริ่ม ๗๓/๑ ) ฉะนั้น สุขทุกข์ทางกายนั้นจึงเกิดจากสัมผัสทางกายเพียงทางเดียว
เป็นการจำแนกแสดงสำหรับพิจารณาที่เกิดของเวทนา จะได้จับพิจารณาได้ถูกต้อง

และเวทนาดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็พูดกันว่าเป็นสุขเป็นทุกข์หรือเป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข
ซึ่งอันที่จริงนั้นก็เป็นตัวความรู้อย่างหนึ่ง คืออาการที่จิตน้อมออกรู้อารมณ์
ที่เข้ามาทางอายตนะภายใน หรือทางทวารทั้ง ๖ นั้น

หน้าที่ของจิตนั้นเป็นวิญญาณธาตุ คือธาตุรู้
เพราะฉะนั้น อาการที่น้อมออกรับอารมณ์นั้น ก็คือรู้อารมณ์นั้นเอง
ซึ่งรู้ทีแรกก็เป็นวิญญาณทั้ง ๖ ดังที่กล่าวแล้ว รู้ต่อมาที่แรงขึ้นก็คือสัมผัส
และแรงขึ้นก็เป็นเวทนา ซึ่งเป็นตัวรู้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น เวทนานั้นคือตัวรู้ ที่รู้เป็นสุข รู้เป็นทุกข์ หรือรู้เป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข
ถ้าไม่มีความรู้ หรือไม่มีตัวรู้อยู่แล้ว สุขทุกข์หรือเป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุขก็ย่อมไม่บังเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น คำว่าเวทนานั้นตามศัพท์ก็แปลว่ารู้ หรือว่ารับรู้ และก็มีนักธรรมะที่แปลว่าเสวย
เช่น สุขเวทนาก็เสวยสุข ทุกขเวทนาก็เสวยทุกข์ ก็คือกินสุขกินทุกข์
คำว่าอัตตาที่แปลกันว่าตัวตน ก็มีคำแปลอย่างหนึ่งว่า ผู้กิน ผู้เสวย
ก็คือผู้กินผู้เสวยสุขหรือทุกข์นี้เอง

เพราะฉะนั้น เวทนานั้นก็คือความรู้ แต่หมายจำเพาะว่า
ความรู้ที่เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข ดังที่กล่าวมานั้น
ซึ่งเกิดสืบเนื่องมาจากสัมผัสหรือผัสสะ เพราะสัมผัสหรือผัสสะเป็นปัจจัย
หรือว่าเพราะสัมผัสหรือผัสสะมีเกิดขึ้น จึงมีเวทนา จึงเกิดเวทนา
ท่านจึงมีเปรียบเอาไว้ว่า เหมือนอย่างไม้สีไฟสองอันมาสีกัน ก็เกิดไฟ ฉันใด
เพราะสัมผัสก็คืออายตนะภายในภายนอกกับวิญญาณมาประจวบกันจึงเกิดเวทนา
สัมผัสหรือผัสสะจึงเท่ากับไม้สีไฟสองอันที่มาสีกัน
เวทนาก็เปรียบเหมือนอย่างไฟที่บังเกิดขึ้น เพราะไม้สีไฟสองอันมาสีกันนั้น
ฉะนั้น เมื่อแยกไม้สีไฟสองอันมิให้สีกัน ไฟก็ไม่เกิด
เมื่อแยกอายตนะภายในภายนอกกับวิญญาณมิให้มาประชุมกันได้ ก็ไม่เกิดเวทนา

การปฏิบัติดับเวทนาด้วยสมาธิ

ในการปฏิบัติทางสมาธิชั้นสูงนั้น
ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อที่จะดับเวทนาด้วยสมาธิ โดยที่มิให้ไม้สีไฟสองอันมาสีกัน
คือมิให้อายตนะภายในภายนอกกับวิญญาณ มาประชุมกัน มาประจวบกัน
เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ดับเวทนาได้ และในการปฏิบัติสมาธินั้น ก็เป็นการปฏิบัติ
ใช้สัมผัสและเวทนาที่เป็นนิรามิส คือไม่มีกิเลสเป็นเครื่องล่อ
มาเป็นเครื่องดับเวทนาที่เป็นสามิส คือมีกิเลสเป็นเครื่องล่อ

ดังจะพึงเห็นได้ว่า จิตโดยปรกตินั้นก็เหมือนอย่างไม้สีไฟสองอันที่สีกัน
แล้วเกิดเวทนาอยู่เสมอ คือว่าอายตนะภายในภายนอกมาประจวบกัน เกิดวิญญาณ
มีเห็นรูปได้ยินเสียงเป็นต้น และเมื่อทั้ง ๓ ส่วนนี้มาประชุมกัน เป็นสัมผัส ก็เกิดเวทนา
แต่เป็นไปในทางกามาพจร คือหยั่งลงในกาม โดยมาก
เพราะฉะนั้น จึงได้เกิดกามฉันท์ความพอใจรักใคร่ในกาม หรือด้วยกามบ้าง
เกิดพยาบาทคือความกระทบกระทั่งหงุดหงิดโกรธแค้นขัดเคือง
มุ่งร้ายหมายล้างผลาญบ้าง คือเกิดนิวรณ์ต่างๆ

กิเลสกรรมฐาน

เพราะว่าตากับรูปที่มาประจวบกันเป็นต้นนั้น
ก็เป็นตากับรูปที่เป็นไปในกาม คือเป็นรูปที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ
เมื่อตามาต่อกับรูปเช่นนั้น ก็เป็นไปในทางกาม ก็เกิดกามฉันท์
หากไปพบรูปที่ขัดกันกับรูปที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ ก็เกิดพยาบาท มักจะเป็นไปในทางนี้
อันที่จริงนั้นก็เป็นกรรมฐานเหมือนกัน แต่เป็นกิเลสกรรมฐาน
คือเป็นที่ตั้งของการงานทางใจที่เป็นฝ่ายกิเลส


อารมณ์ของกรรมฐานเป็นไปเพื่อดับกิเลส

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติสมาธิ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้ปฏิบัติในกรรมฐาน ที่ไม่เป็นไปเพื่อกิเลส
หรือไม่เป็นไปเพื่อก่อกิเลส เช่นตั้งสติกำหนดพิจารณากายเวทนาจิตธรรม
ก็ใช้มโนกับธรรมะซึ่งเป็นอายตนะที่ ๖ นั่นแหละ คิดหรือนึกในเรื่องที่เป็นกรรมฐาน
แปลว่าพรากจิตออกจากอารมณ์ อันเป็นไปเพื่อกิเลส มาตั้งอยู่ในอารมณ์ของกรรมฐาน
ที่ไม่เป็นไปเพื่อกิเลส แต่เป็นไปเพื่อดับกิเลส

เมื่อพรากจิตออกมาตั้งอยู่ในอารมณ์ของกรรมฐานได้
ตั้งสติกำหนดพิจารณากายเวทนาจิตธรรม ก็ต้องอาศัยอายตนะที่ ๖ คือมโนกับธรรมะ
ใจต่อกับธรรมะที่เป็นกรรมฐาน ก็เกิดสัมผัส เมื่อเกิดสัมผัสก็เกิดเวทนา
แต่ก็เป็นนิรามิสเวทนา เวทนาที่ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องล่อ
และเมื่อใจมาตั้งอยู่ในอารมณ์ของกรรมฐานได้ ได้สัมผัสกับกรรมฐาน
ได้เวทนาที่เป็นนิรามิสดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าดับสัมผัสกับกิเลส กับกามคุณารมณ์
อารมณ์อันเป็นที่ตั้งของกิเลส ดับเวทนาที่เป็นสามิสคือที่มีกิเลสเป็นเครื่องล่อได้
ก็แปลว่าดับสัมผัสดับเวทนาในฝ่ายกิเลส ด้วยสัมผัสและเวทนาในฝ่ายที่เป็นนิรามิส
ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องล่อ

การเริ่มต้นปฏิบัติกรรมฐานก็ต้องใช้ดั่งนี้ ก็แปลว่าใช้ไม้สีไฟสองอันสีกัน
ให้เกิดไฟเหมือนกัน แต่ว่าไม้สีไฟสองอันที่สีกันให้เกิดเวทนาที่เป็นนิรามิสนี้
เป็นไม้สีไฟสองอันที่พระพุทธเจ้าได้ประทานไว้ เช่นสติปัฏฐานทั้ง ๔ หรือกรรมฐานทั้งปวง
ที่ตรัสสอนเอาไว้ให้ปฏิบัติ ก็ล้วนเป็นไม้สีไฟทั้งนั้น ให้รับเอากรรมฐานนี่แหละ มาสีเข้ากับใจ
ให้สัมผัสกับใจ ให้เกิดเวทนาที่เป็นนิรามิส ก็เป็นอันว่าจะดับไม้สีไฟสองอันฝ่ายกิเลส
กล่าวสั้นเข้ามาก็คือว่า อารมณ์ที่มาสีกับใจ ที่เป็นฝ่ายกิเลสนั้น
ก็ทำให้สัมผัสกับฝ่ายกิเลส ได้เวทนาที่เป็นสามิสฝ่ายกิเลส

แต่เมื่อมาปฏิบัติใช้ไม้สีไฟของพระพุทธเจ้า คือเอากรรมฐานมาสีเข้ากับใจ
ก็จะสัมผัสกับไม้สีไฟที่เป็นกรรมฐาน ได้เวทนาที่เป็นนิรามิส
เพราะฉะนั้น การปฏิบัติทำสมาธินั้น ในเบื้องต้นก็ปฏิบัติด้วยอาศัยวิธีนี้

ลักษณะของจิตที่เป็นกามาพจร

แต่ว่าจิตนี้ เมื่อเริ่มปฏิบัตินั้น ยังเป็นจิตที่เป็นกามาพจรเต็มที่
เพราะฉะนั้น จึงยกขึ้นมาสู่กรรมฐานไม่ค่อยจะได้ มักจะตกลงไป ก็คือว่าปรกตินั้นไปติด
หรือไปพอใจเสียแล้ว ในไม้สีไฟที่เป็นฝ่ายกาม เป็นฝ่ายกิเลส รับเข้ามาสีใจอยู่เสมอ
และเมื่อนำเข้ามาสีใจ ก็เกิดสัมผัสกับใจ ก็เกิดไฟกิเลส ก็เป็นเวทนาที่เป็นสามิส เป็นไปอยู่ดั่งนี้
ครั้นมาเปลี่ยนไม้สีไฟที่เป็นกรรมฐานของพระพุทธเจ้า นำเอากรรมฐานเข้ามาสีกับใจ
ใจก็ไม่ค่อยจะยอมรับ ไม่ค่อยจะยอมให้กรรมฐานนี้มาสีกับใจ มักจะหนีออกไป
รับเอาไม้สีไฟที่เป็นฝ่ายกามมาสีใจอยู่ มักจะเป็นดั่งนี้ นี้เป็นลักษณะของจิตที่เป็นกามาพจร

แต่เมื่อปฏิบัติอยู่บ่อยๆ มีความคุ้นเคยกับไม้สีไฟของพระพุทธเจ้า
ด้วยกรรมฐานมาสีกับใจอยู่ ให้สัมผัสกับใจอยู่ ให้เกิดเวทนาที่เป็นสามิสอยู่
ก็แปลว่าทีแรกนั้น เมื่อปฏิบัติกรรมฐานนั้น มักจะได้ทุกข์เวทนา
เพราะว่าใจไม่ชอบ มักจะอึดอัดรำคาญ เพราะจิตเป็นกามาพจรย่อมเป็นดั่งนี้
แต่ครั้นเมื่อนำมาสีใจอยู่บ่อยๆ สัมผัสกับใจบ่อยๆ ได้เวทนาที่เป็นสุขขึ้น ที่เป็นนิรามิส
อันเป็นสุขที่บริสุทธิ์ ย่อมจะน้อมใจให้กลับมาสู่กรรมฐานของพระพุทธเจ้า
อันเป็นไม้สีไฟของพระพุทธเจ้า สัมผัสกับไม้สีไฟของพระพุทธเจ้า สัมผัสกับความสุขที่ได้
อันเป็นสุขเวทนาที่เป็นนิรามิส จะทำให้ได้ฉันทะคือความพอใจ
ในการปฏิบัติกรรมฐานมากขึ้น ก็แปลว่าจิตก็จะได้สมาธิมากขึ้น
แต่เมื่อถึงสมาธิขั้นสูงแล้ว ท่านแสดงว่าปฏิบัติพรากไม้สีไฟทั้งหมด ดับเวทนาทั้งหมด
จิตจึงจะได้สมาธิถึงขั้นสูง ซึ่งเป็นอุเบกขาอันบริสุทธิ์
ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

สัมมาทิฏฐิ ๓๙ ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

อุปาทาน ๔ ๓
เหตุแห่งการแสวงหา ๔
โลกย่อมเป็นไปดั่งนี้ ๕
ข้อที่พึงพิจารณา ๖










คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๗๓/๑ ครึ่งหลัง ต่อ ๗๓/๒ ( File Tape 57 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๙ ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรมาโดยลำดับ
โดยที่ท่านได้จับอธิบายในข้อสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ ว่าคือเห็นอย่างไร
จำแนกแจกแจงตามลำดับธรรมะในปฏิจจสมุปบาท คือธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น
จับแต่ข้อชรามรณะย้อนขึ้นไปจนถึงอวิชชาอาสวะ
แต่ละข้อก็จำแนกออกตามหลักอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ซึ่งเป็นผลและเหตุในด้านเกิดทุกข์
และผลและเหตุในด้านดับทุกข์ไปทีละข้อ

ในการอธิบายในที่นี้ ก็อธิบายไปตามแนวของท่าน
และเมื่อขึ้นไปถึงอวิชชาอาสวะ จึงได้จับอธิบายในแต่ละข้อ
ที่เป็นผลและเหตุในด้านเกิดทุกข์ หรือว่าในด้านเกิด ว่าเป็นปัจจัยที่สืบกันลงไปอย่างไร
ก็จับแต่ข้ออวิชชาอาสวะ หรืออาสวะอวิชชาลงมา ว่าเป็นเหตุปัจจัยของกันอย่างใด

และก็ต่อลงมา อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารอย่างไร
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณอย่างไร วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปอย่างไร
นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ ๖ อย่างไร อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะอย่างไร
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาอย่างไร เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอย่างไร

อุปาทาน ๔

ในวันนี้ก็จะได้จับอธิบายว่า ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
คือเมื่อมีตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ก็ย่อมมีอุปาทานคือความยึดถือ
และอุปาทานนั้นท่านพระเถระก็ได้แยกออกเป็นอุปาทาน ๔
คือ กามุปาทาน ยึดถือกาม ทิฏฐุปาทาน ยึดถือทิฏฐิคือความเห็น
สีลัพพตุปาทาน ยึดถือศีลและพรต อัตตวาทุปาทาน ยึดถือวาทะว่าตน
ซึ่งอุปาทาน ๔ นี้ก็ได้แสดงอธิบายแล้ว เมื่อได้แสดงมาถึงลำดับของอุปาทาน
เพราะมีตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก จึงมีอุปาทานคือความยึดถือ
คือเพราะอยากจึงยึด ถ้าหากว่าไม่มีอยากซึ่งเป็นตัวตัณหา ก็ย่อมไม่มียึดซึ่งเป็นอุปาทาน

แต่ได้มีพระพุทธาธิบายแทรกเข้ามาตรงตัณหานี้ในพระสูตรอื่นว่าเพราะตัณหา
เป็นเหตุให้เกิดอะไรต่ออะไรต่างๆอีกมากมาย ซึ่งก็เป็นข้อที่จะพึงเห็นได้อย่างง่ายๆ
เพราะเป็นเรื่องที่มีอยู่ เป็นไปอยู่ เหมือนอย่างเป็นธรรมดาโลก
( เริ่ม ๗๓/๒ ) ซึ่งโลกนั้นก็ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสแสดงไว้ว่า อันตัณหาก่อให้เกิดขึ้น
ตัณหายะ อุฑฑิโต โลโก โลกอันตัณหาก่อให้เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น ข้อที่ตรัสจำแนก ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างจากตัณหา
จึงแสดงถึงความเป็นพระสัพพัญญูผู้รู้ธรรมทั้งหมดของพระพุทธเจ้า
และแสดงถึงทรงเป็นพระผู้จำแนกแจกธรรม สั่งสอนได้อย่างถูกต้องแท้จริง
คือได้ตรัสแสดงชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากตัณหา

อันกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาโลกที่ตัณหาก่อขึ้น
คือได้ตรัสแสดงไว้ว่า เพราะมีตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก จึงมีการแสวงหา
คือมีการแสวงหาสิ่งที่ตัณหาทะยานอยากเพื่อจะได้
ทะยานอยากเพื่อจะได้อะไร ก็แสวงหาสิ่งนั้น
ทะยานอยากเพื่อจะเป็นอะไร ก็แสวงหาเพื่อจะเป็นอย่างนั้น
ทะยานอยากเพื่อที่จะไม่ให้เป็นอะไร ก็แสวงหาเพื่อที่จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น

เหตุแห่งการแสวงหา

เพราะฉะนั้น เพราะมีตัณหาจึงมีการแสวงหา
และเพราะมีการแสวงหาก็มีลาภคือการได้มา ในเมื่อการแสวงหานั้นเป็นเหตุให้ได้มา
ก็ย่อมจะได้ เช่น ได้ทรัพย์ ได้สิ่งที่ตัณหาต้องการ อันมีคำเรียก เช่นเรียกว่ากามหรือวัตถุกาม
หรือกามคุณ คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้อง ที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย
ได้เป็นนั่นเป็นนี่ตามที่ตัณหาต้องการ หรือว่าได้ที่จะไม่เป็นนั่นเป็นนี่
หรือที่ให้สิ่งที่เป็นนั่นเป็นนี่ ต้องหายไปหมดไป เสื่อมไปสิ้นไป ตามที่ตัณหาต้องการ
เหล่านี้รวมเข้าในคำว่าการได้

และเพราะมีการได้ จึงมีความปลงใจตกลงใจว่า เราได้มาซึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้ว
และเพราะมีความปลงใจตกลงใจดั่งนี้ จึงมีฉันทราคะความพอใจยินดี
ความติดใจ พอใจ อยู่ในสิ่งที่ได้นั้น ซึ่งตกลงใจว่าเราได้มาแล้ว
รับรู้ว่าเราได้มาแล้ว ก็มีความยินดีพอใจ มีความพอใจติดใจ หรือติดใจพอใจอยู่ในสิ่งนั้น
และเพราะมีความพอใจติดใจ หรือว่ายินดีพอใจอยู่ในสิ่งนั้น จึงได้มีความสยบติด
อันหมายความว่า ความพอใจติดใจนั้นทำให้ตนหรือจิตใจของตนสยบอยู่ในสิ่งนั้น
ติดอยู่ในสิ่งนั้น เหมือนอย่างวัตถุที่ติดกันอยู่ด้วยกาว อันทำให้มีความสยบอยู่ด้วยความติด
และเพราะมีความสยบอยู่ด้วยความติด จึงมีความยึดถือ รวบถือ
อันหมายความว่า ไม่ต้องการที่จะพรากออก แต่ว่าแถมมีความยึดถืออยู่ในความติดนั้น

แปลว่าต้องการจะให้ติดอยู่ ต้องการที่จะให้สยบอยู่ ไม่ต้องการที่จะให้พรากออก
แม้มีใครมาบอกว่าให้พรากออก เพราะความที่สยบติดอยู่นั้น ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้
ก็ไม่ยอมฟัง ยังยืนยันอยู่ในความสยบติดนั้น ดั่งนี้คือความที่ยึดถือ หรือว่ารวบถือ
ด้วยความสมัครใจ สมัครใจที่จะยึดถืออยู่อย่างนั้น

และเพราะมีความยึดถืออยู่ดั่งนี้
จึงมีมัจฉริยะที่แปลกันว่าความตระหนี่เหนียวแน่น หวงแหน
และเพราะมีมัจฉริยะคือความตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหน จึงมีอารักขา
คือการรักษาด้วยวิธีรักษาต่างๆ เป็นต้นว่า ต้องมีการถือกระบอง ถือท่อนไม้
ต้องมีการถือศัสตราวุธ ต้องมีการทะเลาะกัน ต้องมีการแก่งแย่งกัน ต้องมีการวิวาทกัน
ต้องมีการกล่าวหากัน ว่าท่านนั่นแหละ ท่านนั่นแหละ หรือว่าเจ้านั่นแหละ เจ้านั่นแหละ
ต้องมีการกล่าวส่อเสียด ต้องมีการกล่าวคำเท็จต่างๆ
และก็จะต้องมีบาปอกุศลธรรมต่างๆมากมาย บังเกิดขึ้นสืบต่อกันไปดั่งนี้

โลกย่อมเป็นไปดั่งนี้

นี้เป็นพระพุทธาธิบายที่ตรัสจำแนกเอาไว้ โดยที่ได้ทรงชี้ให้ทุกๆคนได้มองเห็นได้
ว่าความวุ่นวาย ความทุกข์เดือดร้อนต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนั้น ได้มีขึ้นดั่งนี้ สืบจากตัณหา
คือความดิ้นรนทะยานอยากและเมื่อพิจารณาดู ทุกคนก็จะเห็นได้ว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ
โลกที่ตัณหาก่อขึ้นย่อมเป็นไปดั่งนี้จริงๆ และทุกคนที่มีตัณหาก็ย่อมเป็นไปอย่างนี้มากหรือน้อย
เพราะฉะนั้น ข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสชี้แจงไว้นี้ จึงเป็นเรื่องที่บังเกิดขึ้นในโลกจริงๆ
เพราะเหตุแห่งตัณหา คือความดิ้นรนทะยานอยาก

และเมื่อรวมเข้าแล้ว ก็รวมเข้าในอุปาทานทั้ง ๔ นั้นแหละ
ที่ตรัสสรุปเข้าว่าเพราะตัณหามีขึ้น จึงมีอุปาทานคือความยึดถือ
ยึดถือกาม คือสิ่งที่รักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย ภาวะที่รักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย

ยึดถือทิฏฐิคือความเห็น ความเห็นที่เป็นไปตามอำนาจของตัณหา
ยึดถือศีลและวัตร คือความประพฤติที่เป็นข้อเว้น
และความประพฤติที่เป็นข้อที่พึงทำต่างๆ ไปตามอำนาจของตัณหา
ยึดถือวาทะว่าตัวเราของเรา และก็สืบไปถึงตัวเขาของเขา
เพราะเมื่อมีตัวเราของเรา ก็ต้องมีตัวเขาของเขา คู่กันไป

ก็รวมเข้าในอุปาทานทั้ง ๔ นี้แหละ ซึ่งปรากฏออกไป ก็เป็นการแสวงหา
เป็นการได้มาในเมื่อได้ เป็นการที่รับเข้ามาว่าเราได้ ยุติไปเป็นอย่างๆ
และมีความพอใจติดใจ มีความสยบติด มีความยึดถือ มีความตระหนี่เหนียวแน่น
และมีอารักขาต่างๆ ซึ่งต้องใช้กระบองท่อนไม้ ต้องใช้ศัตราวุธต่างๆ ต้องทะเลาะกัน
แก่งแย่งกัน วิวาทกัน กล่าวหากัน ว่าท่านนั่นแหละ หรือว่าเจ้านั่นแหละผิดเป็นต้น
ต้องพูดส่อเสียดกัน ต้องพูดเท็จกัน และต้องประกอบบาปอกุศลธรรมต่างๆ เป็นเอนก
คือไม่น้อย มากมาย ก็สืบเนื่องมาจากตัณหาซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ดังนี้นี่แหละ

ข้อที่พึงพิจารณา

เพราะฉะนั้น ตามที่ทรงจำแนกไว้นี้ จึงเป็นข้อที่พึงพิจารณา
และเมื่อพิจารณาดีแล้ว ก็จะทำให้จิตใจนี้เห็นโทษของตัณหา เห็นโทษของอุปาทาน
ในการที่เพ่งพิจารณา ก็ต้องใช้สมาธิในสิ่งที่เพ่งพิจารณานั้น
ปัญญาที่ได้มาจากความเพ่งพิจารณา ก็เป็นปัญญา
และเมื่อเป็นปัญญาขึ้นดั่งนี้ ปัญญานี้เองก็จะทำให้เกิดการละได้ การสละได้

ดังที่ท่านพระเถระได้แสดงไว้ว่า สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ
ก็คือความเห็นตรงเห็นถูกต้อง ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในธรรม
อันนำมาสู่พระสัทธรรม คือพระธรรมวินัยในศาสนานี้
เป็นเหตุละราคานุสัย อนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องในจิตสันดาน คือราคะความติดใจยินดี

บันเทาอนุสัยคือปฏิฆะความกระทบกระทั่ง
อันเป็นต้นของความโกรธแค้นขัดเคือง โทสะพยาบาททั้งหลาย
และถอนอนุสัยคือทิฏฐิมานะว่าตัวเราของเรา เป็นเหตุให้ละอวิชชา ทำวิชชาให้บังเกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น จึงนำให้กระทำที่สุดของทุกข์ได้

ความที่ได้พิจารณาให้มองเห็นตามเป็นจริง ตามที่ตรัสไว้นี้แหละ
คือสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบในแต่ละข้อ
และที่ตรัสแสดงไว้นี้ ก็เป็นข้อที่จะพิจารณาเห็นตามไปได้จริงๆ
เพราะเป็นเรื่องที่มีอยู่เป็นไปอยู่จริงในโลกนี้ ซึ่งทุกๆคนก็อยู่ในโลกนี้
โดยตรงก็อยู่ในจิตใจอันนี้นี่แหละ ของทุกๆคน ซึ่งทุกๆคนก็มีจิตใจอันนี้อยู่
มีตัณหามีอุปาทานอยู่ และมีความเป็นไปต่างๆอยู่ตามที่ตรัสสอนไว้นี้ มากหรือน้อย
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*

สัมมาทิฏฐิ ๓๖ นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ

นามรูป ๔
ทางพิจารณาว่าเนื่องกันไปอย่างไร ๖
ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ๘
อายตนะ ๖ ๘
มโนทวาร ๑๐







คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๗๑/๑ ครึ่งหลัง ต่อ ๗๑/๒ ( File Tape 56 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๖ นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ความเห็นชอบคือเห็นถูกต้องในปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น
ตามที่ท่านพระสารีบุตรได้ให้เถราธิบายไว้ ฟังดูก็เป็นเรื่องยาก หรือเข้าใจยาก
แต่เมื่อได้ตั้งใจฟัง ทราบอธิบายของข้อธรรมะนั้นๆ
และตั้งใจฟังว่าธรรมะนั้นๆ เป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันไว้อย่างลูกโซ่อย่างไร
แม้ตามที่ได้อธิบาย ก็ย่อมจะพอเข้าใจไปโดยลำดับ

ความเข้าใจนี้แม้ว่าจะเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย
หรือเฉพาะบางข้อบางประการ ก็ย่อมเป็นการดี เป็นอันว่าได้เริ่มเข้าใจบ้าง
และความเข้าใจบ้างนี้ เมื่อได้ตั้งใจฟังตั้งใจพิจารณาซ้ำๆไปบ่อยๆ
และเมื่อได้มีการปฏิบัติทางศีลทางสมาธิ ประกอบกับปัญญาที่พิจารณา
ก็จะทำให้เข้าใจมากขึ้นๆ

เปรียบเหมือนอย่างว่า น้ำฝนที่ตกทีละหยาดๆจากชายคาลงตุ่มน้ำ
ก็ทำตุ่มน้ำให้เต็มได้ จากน้ำฝนที่ตกทีละหยาดๆเท่านั้น

ความเพียรไม่ย่อหย่อน

แต่ท่านก็สอนอยู่เสมอว่าให้ทำบ่อยๆ
ใช้คำว่าส้องเสพให้มาก ปฏิบัติให้มาก ปฏิบัติบ่อยๆ
จึงจะได้ผลที่สืบต่อ และเพิ่มพูน เหมือนอย่างน้ำที่ตกทีละหยาดๆนั้นลงตุ่ม
เมื่อตกลงไปได้สัก ๑๐ หยด ๒๐ หยด ๑๐ หยาด ๒๐ หยาด ก็หยุด
ทิ้งไว้สักวันสองวัน น้ำในตุ่มนั้นก็จะแห้งไป ก็เป็นอันว่าต้องรองน้ำฝนกันใหม่
อีกทีละ ๑๐ หยาด ๒๐ หยาด แล้วก็หยุดไปอีกวันสองวัน น้ำฝนนั้นก็หมดไปอีก แห้งไปอีก
เพราะฉะนั้น จะต้องรองติดต่อ ทีละหยาดๆนั้นต้องหมายความว่าต้องติดต่อด้วย
ไม่ทันที่จะแห้ง น้ำจึงจะเพิ่มเติมขึ้นมาจนถึงเต็มตุ่มได้

เพราะฉะนั้น การทำบ่อยๆ ที่เรียกว่ามีความเพียรไม่ย่อหย่อน
แต่ว่ามีความเพียรที่มั่นคง คือติดต่อสืบต่อกันไปอยู่เสมอ แม้ทีละน้อย
ที่เหมือนอย่างน้ำทีละหยาดๆนั้น ก็ทำให้เต็มได้ แต่ให้ติดต่อกันไปอยู่เสมอเท่านั้น
ความเข้าใจในธรรมะก็เช่นเดียวกัน ก็ย่อมได้มาทีละน้อยๆ
แต่ว่าไม่ติดต่อที่จะฟัง ที่จะพิจารณา ก็จะไม่ได้ความเข้าใจมากขึ้น

จะได้แสดงอธิบายต่อถึงข้อที่ว่า เพราะนามรูปบังเกิดขึ้น อายตนะทั้ง ๖ จึงเกิดขึ้น
หรือว่าเพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะทั้ง ๖ จึงเกิดขึ้น ซึ่งสืบต่อมาจากเบื้องต้น
ว่าเพราะอาสวะเป็นปัจจัย อวิชชาเกิด หรืออวิชาเป็นปัจจัย อาสวะเกิด
อาสวะเป็นปัจจัย อวิชชาเกิด และเพราะอวิชชาเกิด สังขารความปรุงแต่งก็เกิด
เพราะสังขารเกิด วิญญาณก็เกิด เพราะวิญญาณเกิด นามรูปก็เกิด
เพราะนามรูปเกิด อายตนะก็เกิด

นามรูป

จะได้กล่าวถึงนามรูปเพิ่มเติมจากที่ได้อธิบายไปแล้ว
คำว่านามรูปนี้ ประกอบขึ้นด้วยนามและรูป หรือว่ารูปและนาม
แต่ว่าเมื่อเรียกคู่กัน ย้ายเอานามไว้ข้างหน้าเป็นนามรูป
มักจะฟังอธิบายหรือฟังเทศน์กันบ่อยๆ ว่าขันธ์ ๕ คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
ย่อลงเป็น ๒ รูปก็เป็น รูป เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็น นาม
โดยมากก็เทศน์กัน หรืออธิบายกันดั่งนี้

แต่พึงเข้าใจว่าไม่จำเป็นที่จะต้องจัดอย่างนี้ไปทั้งหมด
คือเมื่อเป็นนามแล้ว ก็จะต้องเป็นเวทนาเป็นสัญญาเป็นสังขารเป็นวิญญาณในขันธ์ ๕
อะไรจะเป็นนาม ก็สุดแต่พุทธาธิบายในหมวดธรรมที่แสดงถึงนามรูปนั้นๆ
ในเมื่อแสดงขันธ์ ๕ ก็ย่อขันธ์ ๕ เข้านามรูปดังกล่าว
แต่ว่าเมื่อแสดงในหมวดธรรมอื่น การจะจัดอะไรเข้าเป็นรูปเป็นนามนั้น
ก็สุดแต่ปริยายแห่งธรรม คือทางแสดงแห่งธรรมนั้นๆ
ดังเช่นในปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นนี้
ก็ได้มีพระเถราธิบายถึงรูปและนามไว้แล้ว ซึ่งก็ได้แสดงอธิบายไว้ในที่นี้แล้ว
แต่จะขอกล่าวซ้ำเพื่อไม่ต้องนึกอีกครั้งอีกครั้งหนึ่งว่า รูปนั้นก็ มหาภูตรูป กับ อุปาทายรูป
รูปใหญ่ รูปอาศัย การอธิบายรูปก็ตรงกันในปริยายแห่งธรรมทั้งปวง

ส่วนนามนั้นท่านพระสารีบุตรได้ให้อธิบายไว้ว่า
ได้แก่เวทนาความรู้เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือเป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข
สัญญาความจำได้หมายรู้ เจตนาความจงใจ
ผัสสะก็คือความกระทบแห่งอายตนะภายในภายนอกและวิญญาณรวมกัน
คือเป็นความกระทบแห่งอารมณ์ถึงจิตที่มีความแรง ให้เกิดเวทนาขึ้นได้
( เริ่ม ๗๑/๒ ) และมนะสิการความทำไว้ในใจ คือใส่ใจในอารมณ์นั้นๆ ในเรื่องนั้นๆ

นามจึงได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ และมนสิการ ดังกล่าว

จะเห็นได้ว่าไม่มีสังขารไม่มีวิญญาณแสดงโดยชื่อไว้ในข้อนามในที่นี้
ทำไมจึงไม่แสดงไว้ ก็น่าจะเห็นว่าเพื่อที่จะให้ไม่เข้าใจสับสน ในลำดับของธรรมะ
ที่เกิดเนื่องกันเป็นสาย เหมือนอย่างลูกโซ่ที่คล้องเนื่องกันไปเป็นสาย
เพราะว่าสังขารและวิญญาณได้กล่าวไว้ในลำดับข้างต้นมาแล้ว
อวิชชาเกิดสังขารเกิด หรืออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารเกิดวิญญาณเกิด หรือว่าสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญญาณเกิดนามรูปเกิด หรือวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
ก็ได้กล่าวหรือยกเอาคำว่าสังขาร และคำว่าวิญญาณไปใช้ในลำดับข้างต้นนั้นแล้ว
มาถึงนามรูปเมื่ออธิบายถึงข้อนาม จึงไม่ใช้คำว่าสังขารไม่ใช้คำว่าวิญญาณในข้อนามนี้

แม้ว่าความหมายของคำว่าสังขารกับคำว่าวิญญาณในลำดับที่กล่าวมาข้างต้น
ในหมวดปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นนี้ จะมีความหมายที่แตกต่าง
ไปจากความหมายของคำว่าสังขารและวิญญาณในขันธ์ ๕ ก็ตาม
แต่หากว่าเอามาใช้ในข้อนามนี้ สำหรับในหมวดธรรมนี้ ก็จะเป็นคำที่ซ้ำกัน
แม้เนื้อความจะต่างกันก็ตาม ก็จะทำให้เข้าใจสับสน จึงเอาเจตนาผัสสะมนสิการมาใช้แทน

แต่ก็ยังมีข้อซ้ำอีกเหมือนกัน คือคำว่าเวทนากับผัสสะที่จะกล่าวในอันดับต่อไป
แต่แม้เช่นนั้นก็เป็นความจำเป็นที่จะต้องให้มี ๒ ข้อนี้อยู่ในที่นี้ด้วย
เพราะว่า ๒ ข้อนี้ ย่อมเป็นนามในขันธ์ ๕ หรือในข้อว่านามรูปนี้ด้วยจริงๆ
และแม้คำว่าสังขารคำว่าวิญญาณจะไม่ได้กล่าวถึง แต่คำว่า เจตนา ผัสสะ มนสิการ
เจตนานั้นก็เป็นความจงใจ ก็จัดเป็นสังขารในขันธ์ ๕ นั้นเอง
เพราะสังขารในขันธ์ ๕ นั้นได้แก่ความคิดปรุงหรือปรุงคิด ตามสัญญาคือความจำหมาย
เจตนา คือความจงใจ ก็มีลักษณะเป็นความคิดปรุง หรือความปรุงคิดนั้นเอง
ซึ่งเป็นไปตามสัญญา

ผัสสะ นั้นเล่าก็เนื่องด้วยวิญญาณในขันธ์ ๕
และ มนสิการ นั้นเล่า ทำไว้ในใจ ก็เท่ากับเป็นวิญญาณเหมือนกัน
เพราะวิญญาณนั้นที่เป็นความรู้คือเห็นรูป รู้คือได้ยินเสียงเป็นต้นนั้น
ก็ต้องเอาเรื่องรูปเรื่องเสียงนั้นเข้ามาใส่ไว้ในใจ
จึงจะเกิดการรู้รูปที่เรียกว่าเห็นรูป รู้เสียงที่เรียกว่าได้ยินเสียงขึ้นมา
เพราะฉะนั้นผัสสะมนสิการนั้นก็เนื่องกับวิญญาณ หรือจัดเข้าเป็นวิญญาณในขันธ์ ๕ ได้
แต่ใช้คำให้แตกต่างกันไปเสีย

ทางพิจารณาว่าเนื่องกันไปอย่างไร

และก็พึงเข้าใจว่า ทุกๆข้อในปฏิจจสมุปบาทนี้
มีอยู่ด้วยกันแล้วทั้งนั้นในจิตนี้ หรือในกายและจิตนี้ของทุกๆคน
สำหรับในธรรมะที่แสดงถึงข้อที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นดังกล่าวมานั้น
ก็แสดงเป็นทางพิจารณาถึงว่าทุกๆอย่างที่มีอยู่ในทุกๆคนนี้เนื่องกันไปอย่างไร
เหมือนอย่างว่า เรือนหลังหนึ่งย่อมมีอยู่พร้อมตั้งแต่ ฐานราก เสา
และเครื่องทัพพะสัมภาระทั้งหลายของเรือน จนถึงหลังคา มีอยู่พร้อมทุกๆอย่าง
คราวนี้เมื่อต้องการที่จะแสดงว่า ความประกอบเข้าเป็นเรือนทั้งหลังนี้
ตัวทัพพะสัมภาระมีเครื่องไม้เป็นต้น ที่ประกอบเข้าเป็นเรือนนั้น ต่อเนื่องกันขึ้นไปอย่างไร
ตั้งแต่รากฐานจนถึงหลังคา หรือว่าตั้งแต่หลังคาลงมาจนถึงรากฐาน
เหมือนดังจะกล่าวว่า รากฐานมีก็มีเสาตั้งขึ้น เมื่อมีเสาตั้งขึ้นก็มีตัวพื้นเรือนตั้งขึ้น
อันประกอบด้วยส่วนประกอบต่างๆของพื้นเรือน และเมื่อมีพื้นเรือนตั้งขึ้นก็มีฝาตั้งขึ้น
เมื่อมีฝาตั้งขึ้นก็ย่อมมีประตูมีหน้าต่างตั้งขึ้น และเมื่อมีประตูหน้าต่างตั้งขึ้นก็มีที่สุดของฝา
เมื่อมีที่สุดของฝาก็ต้องมีหลังคา หลังคามีอะไรบ้างตั้งขึ้น ก็ต่อกันขึ้นไปจนถึงอกไก่
จนถึงกระเบื้องมุงหลังคา

เพราะฉะนั้นเรือนหลังหนึ่งที่ตั้งขึ้นมานั้น ก็ต่างเป็นปัจจัยอาศัยซึ่งกันและกันขึ้นไปดั่งนี้

ตั้งแต่รากฐานขึ้นไปจนถึงยอด หรือว่ายอดลงมาจนถึงรากฐานข้างล่าง
นี่เปรียบเหมือนว่าเป็นเรือนไม้ ใต้ถุนโปร่ง เหมือนอย่างเรือนของชาวบ้านในชนบททั่วไป
แม้วัตถุอื่นก็เช่นเดียวกัน และในการอธิบายของทัพพะสัมภาระแต่ละชิ้นนั้น
เช่นว่าเพราะมีรากฐาน จึงมีเสาตั้งขึ้นมาบนรากฐาน รากฐานนั้นได้แก่อะไร
รากฐานก็เช่นว่าเป็นไม้เสาเข็ม เป็นคอนกรีตผสมด้วยปูนทรายหิน
แล้วคราวนี้เมื่อมีรากฐาน ก็มีเสาตั้งขึ้นมาบนรากฐาน เสานั้นก็ได้แก่อะไร
ก็จะต้องถ้าเป็นเสาปูนก็ต้องเป็นคอนกรีต ก็จะต้องว่ากันถึงว่า
ต้องประกอบด้วยเหล็กด้วยหินด้วยทรายด้วยปูน ก็ซ้ำกันกับรากฐานนั่นแหละ
แต่ว่าสิ่งที่ซ้ำกันนั้นมีหน้าที่ต่างกัน สำหรับที่เป็นเสาเข็มเป็นปูนเป็นทรายเป็นเหล็กเป็นหิน
ที่ทำเป็นรากฐานนั้นมีหน้าที่เป็นรากฐาน แต่ว่าเมื่อมาถึงเสา เป็นปัจจัยให้เสาตั้งขึ้นบนรากฐาน
พวกเหล็กปูนทรายหินเหล่านี้ก็มาทำหน้าที่เป็นเสา

แม้เครื่องใช้ทัพพะสัมภาระสูงขึ้นๆ ถ้าเป็นเครื่องปูนก็จะต้องใช้วัตถุที่ซ้ำกันอยู่นี่แหละ
ถ้าเป็นเครื่องไม้เช่นว่าเป็นฝาไม้ ก็ต้องประกอบด้วยไม้เป็นประตูหน้าต่าง
ถ้าเป็นไม้ก็ต้องประกอบด้วยไม้ แต่ว่าทำหน้าที่ต่างกันว่านั่นเป็นฝา นั่นเป็นประตูเป็นหน้าต่าง
ครั้นมาถึงเครื่องหลังคา ถ้าหากว่าเป็นปูน ก็ต้องใช้วัตถุที่เป็นเหล็กเป็นปูน
เป็นทรายเป็นหิน นั่นแหละ แต่ว่ามาใช้เป็นเครื่องบนของหลังคา
ถ้าเป็นไม้ก็ใช้ไม้นั่นแหละ แต่มาใช้เป็นเครื่องบนของหลังคา จนถึงยอด
ก็แปลว่า วัตถุที่มาประกอบเป็นเรือนนั้นก็ใช้ไม้ใช้เหล็กใช้อิฐใช้ปูนใช้ทราย
ก็ตั้งแต่รากฐานขึ้นไปจนถึงหลังคา ถ้าใช้ไม้ก็ต้องใช้ไม้เรื่อยขึ้นไปจนถึงหลังคานั่นแหละ
เพราะฉะนั้น แม้ว่าวัตถุเหล่านี้จะซ้ำกัน แต่ว่าก็ใช้ทำหน้าที่ต่างกัน
เป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นไป ดังที่กล่าวมาแล้ว

ฉันใดก็ดี เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นนี้
ก็มีข้อที่ซ้ำๆกันอยู่ ในข้อที่เป็นเหตุปัจจัยของกันนั้น
แต่ว่าก็จำเป็นที่จะต้องซ้ำกันดังที่กล่าวมา ในเมื่อเทียบกับบ้านเรือนที่กล่าวมานั้น

แต่ว่าแม้ว่าจะซ้ำกัน แต่ก็ทำหน้าที่ต่างกัน อวิชชาก็ทำหน้าที่เป็นอวิชชาให้เกิดสังขาร
สังขารก็ทำหน้าที่เป็นสังขารที่เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญญาณก็ทำหน้าที่เป็นวิญญาณคือเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
และนามรูปก็ทำหน้าที่เป็นนามรูปที่เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะทั้ง ๖ ซึ่งแสดงในวันนี้

ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น จึงให้ทำความเข้าใจดั่งนี้
คือเข้าใจว่าธรรมะทุกข้อในธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นนี้ มีอยู่พร้อมแล้วในทุกๆคน
และในทุกๆข้อก็มีผสมกันอยู่ ดังเมื่อแสดงถึงอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
ในตัวสังขารนั้นเองก็มีอวิชชาปนอยู่ด้วย สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
ในวิญญาณนั้นเองก็มีตัวอวิชชามีตัวสังขารปนอยู่ด้วย วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
ในนามรูปนี้เองก็มีอวิชชามีสังขารมีวิญญาณปนอยู่ด้วย และนามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
ในนามรูปนี้เองก็มีข้างต้นนั้นปนอยู่ด้วย คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ
จึงจะเป็นนามรูปที่เป็นสายบังเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากอวิชชา
ซึ่งเป็นสายสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์

อายตนะ ๖

และนามรูปดังกล่าวนี้ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
คือหมายความว่าเมื่อนามรูป เป็นนามรูปขึ้นมา รูปก็เป็นมหาภูตรูป อุปาทายรูป
นามก็เป็นนามดังที่ท่านแสดงไว้ว่า เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ
และดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ก็มีข้างต้นมารวมอยู่ด้วยทั้งหมด ก็เป็นนามรูป
และเมื่อนามรูปเกิดขึ้นมาเป็นขึ้นมา ดังที่ทุกๆคนในบัดนี้ก็มีนามรูปของตน
บังเกิดขึ้นอยู่พร้อมอยู่ และในนามรูปนี้ก็มีอวิชชามีสังขารมีวิญญาณรวมอยู่ด้วย
และเมื่อเป็นดั่งนี้ อายตนะทั้ง ๖ จึงเกิดขึ้น

อันหมายความว่าอายตนะทั้ง ๖ จึงปฏิบัติหน้าที่ของอายตนะได้
คือตาก็รับรูปได้ หูก็รับเสียงได้ จมูกก็รับกลิ่นได้ ลิ้นก็รับรสได้
กายก็รับโผฏฐัพพะสิ่งที่กายถูกต้องได้ ตลอดจนถึงมโนคือใจก็รับธรรมะคือเรื่องราวทางใจได้
ตลอดจนถึงปฏิบัติหน้าที่คู่กันไปกับ ๕ ข้อข้างต้นนั้นได้

คือข้อมโนคือใจนี้อันเป็นอายตนะข้อที่ ๖ นั้น
ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับอารมณ์ คือเรื่องที่ใจคิดใจรู้เพียงอย่างเดียว
แต่ว่ามีหน้าที่ประกอบไปกับตาด้วย
ตาจึงจะรับรูปให้เกิดจักขุวิญญาณคือเห็นรูปได้
มโนคือใจต้องประกอบไปกับหู หูจึงจะรับเสียงให้เกิดโสตะวิญญาณคือได้ยินเสียงได้
มโนคือใจจะต้องประกอบไปกับฆานะคือจมูก
จมูกจึงจะรับกลิ่นให้เกิดฆานะวิญญาณคือรู้กลิ่นได้
มโนคือใจจะต้องประกอบไปกับลิ้น ลิ้นจึงจะรับรสให้เกิดชิวหาวิญญาณคือรู้รสได้
มโนคือใจจะต้องประกอบไปด้วยกาย กายจึงจะรับสิ่งถูกต้อง
ให้เกิดกายวิญญาณคือรู้สิ่งถูกต้องทางกายได้
และมโนคือใจนี้ก็ยังรับธรรมะคือเรื่องราว เช่นเรื่องของรูปเสียงเป็นต้นที่ได้พบได้เห็นมาแล้ว
เช่นว่าได้พบได้เห็นมาแล้วเมื่อเช้านี้ เย็นวันนี้มโนคือใจก็ยังเอามาคิดได้ มานึกถึงได้
ก็เป็นเรื่องเป็นราวที่บังเกิดขึ้นทางมโนคือใจซึ่งเป็นอายตนะข้อที่ ๖

เพราะฉะนั้น มโนคือใจนี้จึงต้องประกอบไปกับอายตนะ ๕ ข้อข้างต้นนั้น
และต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ด้วย จึงเป็นอายตนะข้อพิเศษ
ในข้อนี้ได้กล่าวมาหลายหนแล้วว่า เช่นกำลังฟังอยู่นี้ มโนคือใจต้องฟังด้วยจึงจะได้ยิน
ถ้ามโนคือใจไม่ฟัง เช่นว่าจิตไปคิดถึงเรื่องอื่น หูก็ดับทันที เสียงที่พูดนี้ก็จะไม่ได้ยิน
ต่อเมื่อจิตตั้งที่จะฟัง ดังที่ได้เตือนตั้งแต่ข้างต้นแล้วว่าให้มีสมาธิในการฟัง
มโนก็มาพร้อมกับจิต มาฟังเสียง เมื่อเป็นดั่งนี้หูจึงไม่ดับ หูก็ได้ยิน
จึงได้เกิดโสตะวิญญาณ คือได้ยินเสียง รู้เสียงขึ้นมาได้

มโนทวาร

เพราะฉะนั้น มโนคือใจนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ซึ่งเท่ากับเป็นทวารในของจิต สำหรับตาหูจมูกลิ้นกายนั้นเป็นทวารนอก
ถ้าจะเปรียบก็เหมือนอย่างว่าเป็นบ้านที่มีประตูนอกอยู่ ๕ ประตู
และยังมีประตูในอีก ๑ ประตูของห้องชั้นใน ตัวจิตเองนั้นอยู่ในห้องชั้นใน
เหมือนอย่างว่านั่งอยู่ในห้องชั้นใน ทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาจะต้องผ่านประตูนอก ๕ ประตูนั้น
และจะต้องผ่านประตูในคือมโน ซึ่งเป็นตัว มโนทวาร จึงจะถึงจิต จิตก็รับอารมณ์ทางมโนทวาร
และก็ทางทวารตาทวารหูเป็นต้น ตามประเภทของรูปของเสียงเป็นต้น
ฉะนั้น มโนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แต่รวมความว่าอายตนะทั้ง ๖ นี้ ในเมื่อนามรูปบังเกิดขึ้น อายตนะทั้ง ๖ นี้จึงปฏิบัติหน้าที่ได้
ถ้าหากว่านามรูปไม่บังเกิดขึ้น อายตนะทั้ง ๖ นี้ก็ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้
แม้ว่าตาหูจมูกลิ้นกายที่เป็นส่วนเนื้อ ที่เป็นส่วนประสาทจะมีอยู่ก็ตาม แต่ก็เหมือนไม่มี
ยกตัวอย่างเช่นว่า เมื่อนามรูปต้องสลบไสลไปคือในเวลาที่สลบ หรือว่าแม้ในเวลาที่หลับสนิท
อายตนะทั้ง ๖ คือตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ ก็ไม่บังเกิดขึ้น คือไม่ปฏิบัติหน้าที่

แต่ว่าถึงการหลับนั้นโดยมากหลับไม่สนิท จึงมีฝัน
ซึ่งก็มีอธิบายว่า กายส่วนที่เกี่ยวแก่ประสาททั้ง ๕ ข้างต้น จักขุประสาท โสตะประสาท
ฆานะประสาท ชิวหาประสาท กายประสาทหลับ แต่ว่าข้อที่ ๖ คือตัวมโนทวารนี้ไม่หลับ
เพราะฉะนั้นจึงฝัน ฝันถึงเรื่องนั้นถึงเรื่องนี้ โดยมากก็เป็นสิ่งที่ได้เคยเห็นมาแล้ว
เคยได้ยินมาแล้ว หรือเคยคิดเคยนึกมาแล้ว เก็บมาฝัน ก็คือมโนนี่เองไม่หลับ
แต่ถ้ามโนหลับก็แปลว่าหลับสนิท ไม่ฝัน ในปัจจุบันนี้ท่านก็ยังแสดงกันว่า
คนเรานั้นหลับสนิทน้อย ฝันมาก แต่ว่าฝันที่จำไว้ได้ในเมื่อตื่นนั้นมีน้อย
โดยมากจำไม่ได้ อันแสดงว่าหลับไม่สนิทจริงๆ
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป
๑๐
สัมมาทิฏฐิ ๓๗ อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

ผัสสะ ๖ ๓
ภวังค์จิต วิถีจิต ๔
อาการที่จิตน้อมรับอารมณ์ ๕
ไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ ๗
วิปัสสนาภูมิ ๘









คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๗๒/๑ เริ่มต้น ต่อ ๗๒/๒ ( File Tape 56 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๗ อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงพระเถราธิบายในข้อสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบมาโดยลำดับ
จับแต่ชาติชรามรณะ ขึ้นไปจนถึงอวิชชาอาสวะ
และกำลังอธิบายในข้อที่ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยของกันอย่างไร
คือเป็นเหมือนอย่างลูกโซ่ที่โยงกันไปเป็นสายโซ่อย่างไร จับแต่อวิชชาอาสวะ
อาสวะอวิชชาซึ่งเป็นปัจจัยของกันและกัน และเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณก็เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
นามรูปก็เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ

และต่อจากนี้ก็ถึงเงื่อนหรือข้อต่อของลูกโซ่
ว่าอายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะหรือสัมผัส ผัสสะหรือสัมผัสเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
ตามลำดับในปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้

ผัสสะ ๖

จึงจะจับอธิบายในเงื่อนหรือข้อต่ออันนี้
ว่าเพราะอายตนะทั้ง ๖ เกิดขึ้น จึงเกิดสัมผัสหรือผัสสะ
สำหรับอายตนะทั้ง ๖ นั้นก็ได้อธิบายแล้ว ว่าได้แก่อายตนะภายในทั้ง ๖
คือตาที่เป็นเครื่องต่อรูป หูเป็นเครื่องต่อเสียง จมูกเป็นเครื่องต่อกลิ่น ลิ้นเป็นเครื่องต่อรส
กายเป็นเครื่องต่อโผฏฐัพพะคือสิ่งที่กายถูกต้อง มโนคือใจเป็นเครื่องต่อธรรมะคือเรื่องราว
และเมื่ออายตนะทั้ง ๖ ต่อกันดั่งนี้ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดสัมผัสหรือผัสสะ อันแปลว่าความกระทบ
ผัสสะหรือสัมผัสนี้ก็มี ๖ อันได้แก่จักขุสัมผัสสัมผัสทางตา โสตะสัมผัสสัมผัสทางหู
ฆานะสัมผัสสัมผัสทางจมูก ชิวหาสัมผัสสัมผัสทางลิ้น กายสัมผัสสัมผัสทางกาย
และมโนสัมผัสสัมผัสทางใจ

ในพระสูตรทั่วไปได้อธิบายสัมผัสไว้ว่า คือความประชุมกันขององค์ ๓
อันได้แก่อายตนะภายใน ๑ อายตนะภายนอก ๑ และวิญญาณอีก ๑
โดยที่ได้ตรัสแสดงอธิบายไว้ ดั่งเช่นในพระพุทธาธิบายอริยสัจจ์ข้อสมุทัยและข้อนิโรธ
ในสัจจะปัพพะข้อที่ว่าด้วยสัจจะ ว่าเมื่ออายตนะภายในกับอายตนะภายนอก
ประจวบกันหรือต่อกัน ก็เกิดวิญญาณ

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อตาต่อกับรูป
ก็เกิดจักขุวิญญาณ ความรู้รูปทางตา ที่เรียกว่าเห็นรูป
และเมื่อทั้ง ๓ นี้มาประชุมกันก็เรียกว่าสัมผัส ที่แปลว่าความกระทบกัน
ก็คือความประชุมกันของตา ของรูป และของจักขุวิญญาณ ความรู้รูปทางตาคือเห็นรูป
และในอายตนะข้อต่อไปแต่ละข้อก็เช่นเดียวกัน

นี้เป็นการแสดงวิถีจิต คือทางดำเนินของจิตอย่างละเอียด
และเมื่อเกิดสัมผัสดังกล่าวแล้ว จึงเกิดเวทนา เกิดสัญญา เกิดสังขาร

และวิถีจิตดังที่กล่าวมานี้ก็พึงเข้าใจว่า ตัวจิตคือตัวธาตุรู้
หรือที่เรียกว่าวิญญาณธาตุ โดยปรกติย่อมอยู่ในภวังค์ อันเรียกว่า ภวังคจิต
คำว่าภวังค์นั้นดังที่ได้เคยอธิบายแล้วว่า แปลว่าองค์ของภพคือความเป็น
ซึ่งกล่าวง่ายๆว่าเป็นตัวชีวิตหรือเป็นตัวความดำรงอยู่ของชีวิต
เพราะว่าทุกๆคนนี้ดำรงชีวิตอยู่ ก็เพราะกายและจิตประกอบกันอยู่
เมื่อไม่มีจิต หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปราศจากวิญญาณ ร่างกายนี้ก็กลายเป็นศพ
กลายเป็นเหมือนอย่างท่อนไม้ ก้อนหินก้อนดิน
แต่ความดำรงชีวิตอยู่นี้ก็เพราะกายและจิตนี้ประกอบกันอยู่

ภวังค์จิต วิถีจิต

จิตหรือธาตุรู้นี้ เมื่อยังอยู่เป็นปรกติเฉยๆยังไม่แสดงอาการอะไร
ก็เรียกว่าภวังค์หรือภวังคะ เป็นองค์ คือเป็นองคคุณองคสมบัติของภพคือความเป็น
คือความที่ยังดำรงความเป็นภพเป็นชาติ ความดำรงชีวิตอยู่ดังกล่าวจึงเรียกว่าภวังค์
ท่านจึงเปรียบเหมือนอย่าง บุรุษคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง
เพราะฉะนั้น จิตที่ยังอยู่เป็นปรกติเฉยๆ ก็เป็นเหมือนอย่างบุรุษที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง
คราวนี้เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็กระทบทางอายตนะภายในทั้ง ๖ หรือทางทวารทั้ง ๖
มีตาหูเป็นต้นนั่นแหละ เช่นว่ามีรูปมาประจวบกับตา มีเสียงมาประจวบกับหู
รูปเสียงที่มาประจวบนั้น ท่านเปรียบเหมือนอย่างว่าผลมะม่วงหล่นจากต้น
หล่นตูมลงมาใกล้บุรุษที่นอนหลับ ก็เป็นเครื่องปลุกบุรุษที่นอนหลับนั้นให้ตื่นขึ้น

ฉันใดก็ดี จิตหรือธาตุรู้นี้เมื่อมีอารมณ์มากระทบทางทวาร หรืออายตนะภายในดังกล่าวนั้น
ก็ออกจากภวังค์ เปรียบเหมือนอย่างว่าตื่นขึ้นมา และก็น้อมออกไปรับอารมณ์
ก็เหมือนอย่างบุรุษที่เมื่อมะม่วงหล่นลงมา เสียงมะม่วงกระทบหู ก็ตื่นขึ้น
ก็เอื้อมมือไปหยิบมะม่วง จิตก็น้อมออกไปจับอารมณ์
กิริยาที่จิตน้อมออกไปนี้แหละเรียกว่านาม

คำว่านามนั้นก็มีต้นศัพท์อย่างเดียวกับคำว่า นะโม ที่แปลว่าความนอบน้อม
นามก็คือความน้อม หมายถึงอาการที่จิตน้อมออกรับอารมณ์
เช่นเดียวกับกิริยาที่บุรุษนอนหลับ ตื่นขึ้นเพราะเสียงมะม่วงหล่น
ก็เอื้อมมือออกไป ยื่นมือออกไปจับผลมะม่วง
อาการที่เอื้อมแขนออกไป นั่นก็คืออาการที่จิตน้อมออกไปรับอารมณ์นั้นเอง

และการรับอารมณ์ครั้งแรกของจิตนั้นเรียกว่า วิญญาณ
ที่เราเรียกกันว่าเห็น ได้ยิน ทราบ หรือว่าคิดรู้ เห็นนั้นใช้ในอาการที่เกี่ยวกับรูปเห็นรูป
ได้ยินนั้นใช้ในอาการที่เกี่ยวกับเสียงได้ยินเสียง ทราบนั้นใช้ในอาการที่เกี่ยวกับกลิ่นรส
และโผฏฐัพพะ คือทราบกลิ่นทราบรสทราบโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้อง
คิดหรือรู้นั้นใช้ในอาการที่เกี่ยวกับมโนคือใจ ซึ่งเป็นอาตนะข้อที่ ๖ รู้หรือคิดธรรมะคือเรื่องราว
มโนอันเป็นอายตนะข้อที่ ๖ นี้ ก็ได้เคยกล่าวอธิบายไว้แล้ว
ว่าสัมพันธ์กับอายตนะ ๕ ข้อข้างต้นอย่างไร และสัมพันธ์กับจิตอย่างไร
จึงจะไม่กล่าวซ้ำอีกในที่นี้

อาการที่จิตน้อมรับอารมณ์

ก็เป็นอันว่า อาการที่จิตออกจากภวังค์ ออกรับอารมณ์ น้อมออกรับอารมณ์
กิริยาอันนี้เองเรียกว่านาม แปลว่าน้อม จิตน้อมออกรับอารมณ์
อาการที่รับอารมณ์แรกก็คือวิญญาณ มีจักขุวิญญาณโสตะวิญญาณเป็นต้น
และถ้าเป็นอารมณ์ที่เบามาก จิตก็อาจจะปล่อยอารมณ์ไว้แค่นั้น แค่วิญญาณเท่านั้น
แล้วก็กลับเข้าภวังค์ไปใหม่ ถ้าจะเทียบก็เหมือนอย่าง บุรุษที่ตื่นขึ้นมา
เอื้อมมือไปหยิบมะม่วง พอหยิบถูกมะม่วงก็ไม่สนใจต่อไป ก็ปล่อย แล้วก็หลับไปใหม่
ก็เป็นอันว่าอารมณ์ที่เข้ามาก็ยุติแค่นั้น

แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่แรงจิตก็ไม่ปล่อยแค่นั้น

คือเมื่อเริ่มน้อมออกรับอารมณ์เป็นวิญญาณดังกล่าวแล้ว ก็ยึดอารมณ์นั้นแรงเข้าอีก
อาการที่ยึดอารมณ์นั้นแรงเข้าอีกนั้น นี้เองที่ท่านแสดงว่าองค์ ๓ มาประชุมกัน
คืออายตนะภายใน ๑ อายตนะภายนอก ๑ วิญญาณ ๑ มาประชุมกันเป็นสัมผัส
หรือเป็นผัสสะ ก็เหมือนอย่างบุรุษที่นอนหลับเอื้อมมือออกไปถูกผลมะม่วง
ก็ไม่ปล่อยแค่นั้น จับมะม่วงนั้น นี้คือสัมผัสหรือผัสสะแปลว่ากระทบมะม่วงนั้น
ถูกต้องมะม่วงนั้น ไม่เพียงแต่ถูกต้องในขั้นแรกแต่เพียงเบาๆเท่านั้น
แต่ว่าจับหรือถูกต้องที่แรงขึ้นจึงเป็นสัมผัส และเมื่อเป็นสังผัสดั่งนี้แล้ว ก็เกิดเวทนา
และเมื่อเกิดเวทนาก็เกิดสัญญา เมื่อเกิดสัญญาก็เกิดสังขารคือความคิดปรุงหรือความปรุงคิด
เหมือนอย่างบุรุษนั้นเอื้อมมือไปจับมะม่วงแล้วก็นำมาเคี้ยวในปาก แล้วก็กลืนผลมะม่วงลงไป

อาการเหล่านี้เมื่อเทียบกับจิตที่น้อมออกไปรับอารมณ์
เป็นวิญญาณ เป็นสัมผัส เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขารปรุงคิดหรือคิดปรุง
ก็คือว่าเคี้ยวมะม่วง กลืนมะม่วงเข้าไป เสร็จแล้วก็หลับไปใหม่
จิตนั้นเมื่อคิดปรุงหรือปรุงคิดแล้ว ก็เป็นอันว่าตกสู่ภวัง์ใหม่ เหมือนอย่างหลับไปใหม่
และเมื่อมีอารมณ์อื่นมากระทบเข้าอีกก็ออกจากภวังค์ น้อมออกไปรับอารมณ์ดังกล่าวนั้น
แล้วก็กลับตกสู่ภวังค์ใหม่ เป็นดั่งนี้อยู่ทุกอารมณ์ที่มากระทบ

ท่านอธิบายดั่งนี้ เป็นการอธิบายอย่างละเอียด ถึงวิถีจิตที่เป็นไปของสัตว์บุคคลทั้งปวง
แม้วิถีจิตของพระอริยบุคคลทั้งหลาย ท่านก็แสดงว่าก็เป็นไปอย่างนี้
อาการที่จิตน้อมออกรับอารมณ์ดั่งนี้แหละคือนาม
และรูปก็คือกายส่วนที่เป็นรูป รวมทั้งอายตนะภายในที่เป็นส่วนรูปทั้ง ๕ ข้างต้น
หรือประสาททั้ง ๕ ก็รวมเรียกว่าเป็นรูปทั้งหมด
ส่วนที่เป็นนามก็คืออาการที่จิตน้อมออกไปรับอารมณ์ดังที่กล่าวมานั้น

แต่ว่าในการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมะสั่งสอน
มิได้ทรงแสดงโดยละเอียดดั่งนี้ไปทุกแห่ง

ทรงแสดงเพื่ออะไร เพื่อให้จับพิจารณาทางปัญญา หรือทางวิปัสสนา
ก็ตรัสแสดงโดยเป็นขันธ์ ๕ คือเป็นรูปเป็นเวทนาเป็นสัญญาเป็นสังขารและเป็นวิญญาณ
แม้ว่าวิญญาณนั้นจะเกิดขึ้นก่อนตามวิถีจิตดังแสดงมาข้างต้น แต่ก็ตรัสไว้เป็นขันธ์ที่ ๕
และก็ยังมีแสดงไว้ในบางพระสูตรถึงความเกิดขึ้นของวิถีจิต เป็นวิญญาณ
เป็นสัมผัส เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร แล้วก็เป็นวิญญาณต่อไปอีก
โดยที่มิได้แจกแจงถึงวิถีจิตอย่างละเอียด ซึ่งจะต้องออกจากภวังค์
แล้วก็ตกภวังค์ไปทุกขณะจิต คือทุกอารมณ์ที่ประสบ

ไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕

แต่แสดงในทางที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาทางปัญญา หรือทางวิปัสสนาได้
เพราะต้องการที่จะให้พิจารณาโดยไตรลักษณ์ ให้เห็นอนิจจะไม่เที่ยง
ทุกขะเป็นทุกข์ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง อนัตตามิใช่อัตตาตัวตน
จึงแสดงจากหยาบไปหาละเอียด
แสดงรูปซึ่งเป็นส่วนหยาบ เวทนาซึ่งเป็นนามธรรมอันนับว่าหยาบ
เพราะเวทนานั้นเกิดขึ้นทั้งทางกายทั้งทางใจ ( เริ่ม ๗๒/๒ ) คือทั้งทางรูป และทั้งทางใจ
แล้วจึงมาสัญญาสังขาร แล้วจึงมาวิญญาณ ซึ่งเป็นนามธรรมที่ละเอียด
เมื่อเป็นดั่งนี้จึงจะเห็นไตรลักษณ์ในรูปในเวทนาในสัญญาในสังขารในวิญญาณได้โดยง่าย

แม้ในการแสดงอริยสัจจ์อย่างละเอียด
คือปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ดั่งที่กำลังกล่าวอยู่นี้
ในบางพระสูตรก็ตรัสรวบรัด เช่น ทรงแสดงจับแต่ชรามรณะชาติขึ้นมาจนถึงวิญญาณ
ไม่ต่อขึ้นไปถึงสังขารถึงอวิชชาอาสวะ แค่วิญญาณ
และบางแห่งก็ตัดอายตนะ กล่าวคือตรัสแสดงว่า เพราะวิญญาณเกิด นามรูปก็เกิด
เพราะนามรูปเกิด สัมผัสก็เกิด ไปสัมผัสทีเดียว ไม่แสดงอายตนะไว้ตรงนี้
คือไม่แสดงว่า เพราะนามรูปเกิด อายตนะทั้ง ๖ ก็เกิด

เพราะอายตนะทั้ง ๖ เกิด สัมผัสก็เกิด แต่ว่าตัดอายตนะเสีย ไม่แสดง
ตรัสว่า เพราะนามรูปเกิด สัมผัสก็เกิด

วิปัสสนาภูมิ

และในการที่ตรัสแสดงนี้ ก็ตรัสแสดงในทางที่เป็นประโยชน์
สำหรับผู้ต้องการจะพิจารณาโดยไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นวิปัสสนาธุระทางปัญญา
สามารถที่จะพิจารณาจับนามรูป และสัมผัส ให้เป็นวิปัสสนาภูมิ ภูมิของวิปัสสนาได้
คือได้ตรัสแสดงไว้มีใจความว่า เมื่อนามรูปเกิดขึ้น สัมผัสจึงเกิดขึ้น
ถ้านามรูปไม่มี สัมผัสก็ไม่มี

และการจับพิจารณานามรูป ก็ตรัสสอนให้จับพิจารณาโดยอาการ โดยเพศ
โดยนิมิตคือเครื่องกำหนด และโดยอุเทศก็คือการแสดง หรือการที่จะตั้งชื่อสำหรับเรียกแสดง
จับนามขึ้นก่อน เวทนาก็ให้จับพิจารณาว่า เวทนาที่บังเกิดขึ้นเป็นสุขเป็นทุกข์
หรือเป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข มีอาการเป็นอย่างไร ดูเวทนาที่บังเกิดขึ้นที่ตัวเองในปัจจุบัน
ถ้าเป็นสุขมีอาการเป็นอย่างไร ทุกข์มีอาการเป็นอย่างไร ไม่ทุกข์ไม่สุขมีอาการเป็นอย่างไร
มีเพศเป็นอย่างไร ก็คือมีลักษณะที่ละเอียดหรือที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างใดของเวทนา
มีนิมิตคือว่ามีเครื่องกำหนด มีที่ๆจะกำหนดอย่างไร
มีอุเทศคือมีการแสดง อันหมายความว่ายกชื่อเรียกขึ้นว่าเวทนา อย่างนี้ๆ

สัญญาก็เหมือนกัน ดูอาการของสัญญา
คือความจำหมายของจิตในอารมณ์นั้นๆ ว่ามีอาการเป็นอย่างไร
มีเพศคือมีลักษณะที่เร้นลับปกปิด อยู่ตรงไหน อย่างไร
มีนิมิตคือเครื่องกำหนดอย่างไร มีอุเทศคือว่า ยกชื่อขึ้นเรียกว่านี่คือสัญญา

สังขารคือความปรุงคิดหรือคิดปรุงก็เหมือนกัน

ดูจิตของตัวเองที่คิดปรุงหรือปรุงคิด ว่ามีอาการเป็นอย่างไร
มีเพศดังกล่าวเป็นอย่างไร มีนิมิตเครื่องกำหนดเป็นอย่างไร
มีอุเทศคือว่าตั้งชื่อเรียกว่าเป็นสังขาร อย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้
ไม่ให้ปนกัน นั่นเป็นเวทนา นี่เป็นสัญญา นี่เป็นสังขาร

และวิญญาณก็เหมือนกัน ก็ดูตัวที่เมื่ออายตนะต่อกัน
ก็เกิดความรู้ขึ้น เป็นเห็น เป็นได้ยิน เป็นทราบ เป็นคิดหรือรู้
มีอาการเป็นอย่างไร มีเพศเป็นอย่างไร มีนิมิตเครื่องกำหนดเป็นอย่างไร
และมีอุเทศคือว่าตั้งชื่อเรียกว่า นี่เป็นจักขุวิญญาณ นี่เป็นโสตะวิญญาณ ดั่งนี้เป็นต้น
กำหนดดูจิตของตนเองที่น้อมออกรับอารมณ์ ซึ่งเป็นตัวนามดังกล่าว
ให้รู้จักอาการ ให้รู้จักเพศ ให้รู้จักนิมิต ให้รู้จักอุเทศ ดั่งที่กล่าวมาแล้ว
เป็นอันฝึกให้รู้จักวิปัสสนาภูมิ

และเมื่อกำหนดให้รู้จักดั่งนี้
จึงจะเกิดสัมผัสคือความกระทบดังที่กล่าว โดยชื่อในรูป คือในส่วนที่เป็นรูป
เพราะว่าก็จะได้กำหนดชื่อ หรือรู้ชื่อของตาของหูจมูกลิ้นกาย รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นต้น
อันเป็นส่วนรูปนั้นด้วย และก็ให้กำหนดรูปโดยอาการ โดยเพศ โดยนิมิต
และโดยอุเทศคือการที่จะตั้งชื่อเรียก ดังที่กล่าวมานั้นด้วย
และเมื่อเป็นดั่งนี้ จึงจะมีสัมผัสคือความกระทบในนาม
คือกระทบในเวทนาในสัญญาในสังขารในวิญญาณดังที่กล่าวมานั้นด้วย

และเมื่อได้พิจารณาทั้งนามทั้งรูปให้รู้จักดังกล่าวมานั้น
สัมผัสคือความกระทบ ทั้งโดยชื่อ ทั้งโดยการกระทบ กันและกัน ก็ย่อมบังเกิดขึ้น
และเมื่อจับพิจารณาดู สัมผัสคือความกระทบ ทั้งโดยชื่อ ทั้งโดยความกระทบ
ก็จะรู้จักตัวสัมผัสที่บังเกิดขึ้นในจิตใจ อันเป็นส่วนนาม
และทั้งในกายอันเป็นส่วนรูป คือทั้งในนามรูป

ตามที่ตรัสแสดงไว้นี้ เป็นตรัสแสดงมุ่งทางวิปัสสนาภูมิ
โดยที่ตัดเอาข้ออายตนะตรงกลางออกเสีย จากนามรูปก็มาสัมผัสทีเดียว
แต่เมื่อแสดงโดยปรกติ ก็ตรัสแสดงนามรูปอายตนะแล้วจึงมาสัมผัส
เพราะฉะนั้น ในการฟังความที่ข้อเหล่านี้เป็นปัจจัยของกัน
จึงอาจใช้วิธีนี้พิจารณาทางวิปัสสนาภูมิได้ คือพิจารณาจับให้รู้จักนามรูปโดยอาการเป็นต้น
นำให้รู้จักสัมผัสซึ่งเกิดสืบเนื่อง ก็จะเห็นนามรูปเห็นสัมผัสเป็นวิปัสนาภูมิ
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*

สัมมาทิฏฐิ ๓๔ สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

สังขาร ๓ ๓
ปฏิสนธิวิญญาณ วิถีวิญญาณ ๔
ชีวิตย่อมมีความตายเป็นที่สุด ๕
ทางเจริญปัญญา ๗










คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๖๙/๒ ครึ่งหลัง ต่อ ๗๐/๑ ( File Tape 55 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๔ สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงอธิบายข้อสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ
ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรมาโดยลำดับ
พระเถราธิบายของท่านนั้น (เริ่ม ๗๐/๑) ก็ได้แสดงข้อสัมมาทิฏฐิ จับตั้งแต่เบื้องต้น
และเลื่อนขึ้นสู่ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น อันเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
นับแต่ชรามรณะมีเพราะชาติ สืบไปจนถึงอวิชชาอาสวะ
แต่ละข้อก็แจกออกเป็น ๔ ตามหลักอริยสัจจ์ทั้ง ๔

และในการอธิบายก็ได้อธิบายในข้อที่ ๑ ของแต่ละหมวด
เมื่อจบแล้วก็ได้จับอธิบายในข้อที่ ๒ ของแต่ละหมวด คือเป็นปัจจัยให้บังเกิดกันขึ้นได้อย่างไร
จับแต่เพราะอาสวะบังเกิดขึ้น อวิชชาจึงเกิดอย่างไร
เพราะอวิชชาบังเกิดขึ้น อาสวะจึงเกิดอย่างไร

อันนับว่าเป็นการแสดงอริยสัจจ์สายสมุทัยที่สุดยอด
จับอาสวะและอวิชชา หรืออวิชชาและอาสวะ เป็นสุดยอดของสายสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์
และก็แสดงถอยลงมา ว่าเพราะอวิชชาเกิด สังขารเกิดขึ้นอย่างไร
จึงมาถึงในข้อว่าเพราะสังขารเกิดวิญญาณจึงเกิด

สังขาร ๓

สังขารนั้นก็ได้แสดงอธิบายแล้ว
กล่าวรวมๆก็ได้แก่สิ่งที่ผสมปรุงแต่ง หรือการผสมปรุงแต่ง
ซึ่งตามพระเถราธิบายก็ได้ยกเอา กายสังขาร เครื่องปรุงแต่งกาย
อันได้แก่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
วจีสังขาร เครื่องปรุงแต่งวาจา ก็ได้แก่วิตกวิจารความตรึกความตรอง
จิตสังขาร เครื่องปรุงจิต ก็ได้แก่สัญญาเวทนา

อาศัยสังขารทั้ง ๓ นี้ จึงมีการทำบุญทำบาป
มีการปฏิบัติสมาธิจนถึงอัปปนาสมาธิได้ ทำบุญก็เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งบุญ
ทำบาปก็เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งบาปที่มิใช่บุญ
ทำสมาธิจนถึงอัปปนาสมาธิ ก็เรียกว่า อเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่งธรรมะที่ไม่หวั่นไหว
และก็ได้แสดงแล้วว่ากายและใจนี้ของทุกคน ก็รวมเรียกว่าอัตตภาพนี้
เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง ต้องมีการปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ชีวิตจึงดำรงอยู่

และการที่จะเข้าใจในข้อว่า เพราะสังขารเกิดขึ้นวิญญาณจึงเกิด
หรือเพราะสังขารเป็นปัจจัยวิญญาณจึงเกิดขึ้น ดังที่ได้มีแสดงถึงชาติกำเนิดของสัตว์บุคคล
ซึ่งมีพระพุทธภาษิตแสดงเอาไว้ ว่าบุรุษบุคคลนี้มีธาตุ ๖ คือ ปฐวีธาตุธาตุดิน
อาโปธาตุธาตุน้ำ เตโชธาตุธาตุไฟ วาโยธาตุธาตุลม อากาสธาตุธาตุอากาศ
และวิญญาณธาตุธาตุวิญญาณ ซึ่งแปลกันว่าธาตุรู้

ธาตุ ๕ ข้างต้นคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาสคือช่องว่าง
เป็น รูปธาตุ ธาตุที่เป็นส่วนรูป ไม่มีความรู้อยู่ในตัว หรือเรียกว่าเป็นส่วนที่เป็นวัตถุ

ปฏิสนธิวิญญาณ วิถีวิญญาณ

เมื่อธาตุทั้ง ๕นี้ มาเป็นสังขารคือผสมปรุงแต่งกันขึ้น
ดังที่มีพระบาลีแสดงไว้ถึงความเกิดขึ้นของบุคคลในครรภ์ของมารดา ว่าเริ่มตั้งต้นแต่เป็นกลละ ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นหยดน้ำที่ละเอียดที่สุดติดอยู่ที่ปลายขนทราย ซึ่งในกลละนี้
ก็กล่าวได้ว่าธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมธาตุอากาสได้รวมกันอยู่ วิญญาณจึงลงปฏิสนธิ
อันเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ ก็คือธาตุรู้ วิญญาณธาตุธาตุรู้เข้ามาประกอบ เริ่มเป็นสัตว์บุคคล
เพราะว่าจะเป็นบุคคลชายหญิงก็ต้องประกอบด้วยธาตุทั้ง ๖ คือต้องมีวิญญาณธาตุ
ธาตุรู้เข้ามาประกอบด้วย และวิญญาณธาตุธาตุรู้นี้ก็เข้าสู่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา
ในเมื่อธาตุทั้ง ๕ ประกอบกันพร้อมเป็นสังขารคือผสมปรุงแต่ง วิญญาณจึงเข้าปฏิสนธิ
ซึ่งมีพระบาลีเรียกว่า คันธัพพะ คนธรรพ์ หมายถึงสัตว์ที่จะบังเกิด
ก็เข้าสู่ครรภ์ ก็คือปฏิสนธิวิญญาณนั้นเอง

เพราะฉะนั้น เพราะสังขารคือส่วนผสมปรุงแต่งนี้เกิด วิญญาณจึงเกิดมาตั้งแต่เบื้องต้นดั่งนี้
และแม้เมื่อก่อเกิดเป็นบุคคลชายหญิง มีธาตุ ๖ ดังกล่าวสมบูรณ์โดยลำดับ
ตั้งแต่ในครรภ์ของมารดา จนถึงเมื่อคลอดออกมาแล้ว กายใจอันนี้ก็ต้องผสมปรุงแต่งกันอยู่
เป็น กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร วิญญาณจึงบังเกิดขึ้น
วิญญาณที่บังเกิดขึ้นถัดมาจากปฏิสนธิวิญญาณ ก็เป็นวิถีวิญญาณ ก็คือวิญญาณ ๖
รู้ทางตาคือเห็นรูปเรียกว่าจักขุวิญญาณ รู้ทางหูคือได้ยินเสียงก็เรียกว่าโสตวิญญาณ
รู้ทางจมูกทางลิ้นทางกาย ก็เรียกว่าฆานะวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
รู้ทางมโนคือใจซึ่งเรื่องราวทั้งหลายที่ใจคิดใจรู้ ก็เรียกว่ามโนวิญญาณ
แม้วิถีวิญญาณดังกล่าวนี้จะบังเกิดขึ้น ก็ต้องอาศัย กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร
ปรุงแต่งกันอยู่ วิญญาณจึงเกิดได้

ดังจะพึงเห็นได้ว่ากายสังขารเครื่องปรุงกาย ได้แก่ลมหายใจเข้าออก
ซึ่งต้องหายใจเข้าออกกันอยู่ตลอดเวลา หยุดไม่ได้
เมื่อเป็นดั่งนี้วิญญาณจึงเกิดขึ้นได้ตามวิถี คือทางตาทางหูเป็นต้นดังที่กล่าวมาแล้ว
ถ้าหากว่าดับลมหายใจเข้าออก กายนี้แตกสลาย วิญญาณก็ดับ

ชีวิตย่อมมีความตายเป็นที่สุด

ชีวิตนี้ย่อมมีความตายเป็นที่สุดเหมือนกันหมด
ก็คือว่าจะต้องถึงเวลาหนึ่งซึ่งจะต้องหยุดหายใจ ที่เรียกว่าตายหรือสิ้นชีวิต
ก็แปลว่าดับกายสังขาร ดับลมหายใจเข้าออก วิญญาณก็ดับ ไม่เกิด
ดังที่มีพระพุทธภาษิตแสดงเอาไว้ว่า
อจิรัง วตยัง กาโย ปฐวิง อธิเสสสติ ไม่นานหนอกายนี้จักนอนทับแผ่นดิน
ฉุฑโฑ อเปต วิญญาโณ มีวิญญาณไปปราศแล้ว คือปราศจากวิญญาณต้องถูกทอดทิ้ง
นิรัตถัง วะ กลิงคะรัง เหมือนอย่างท่อนไม้ท่อนฟืนไม่มีประโยชน์

และแม้ วจีสังขาร เครื่องปรุงกายวิตกวิจารไม่เกิดขึ้น
คือเมื่อไม่ ไม่คิดไม่นึกไม่ตรึกไม่ตรองถึงเรื่องอะไร วิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในเรื่องอันนั้น
ต่อเมื่อตรึกตรองคิดนึกถึงเรื่องอันใด วิญญาณจึงเกิดขึ้นในเรื่องอันนั้น
เพราะฉะนั้น เมื่อความตรึกความตรองความคิดความนึกดับ วิญญาณก็ดับ
เมื่อความตรึกความตรองคิดนึกบังเกิดขึ้น วิญญาณก็เกิดขึ้นในเรื่องที่ตรึกตรองคิดนึกนั้น

แม้ จิตสังขาร คือสัญญาเวทนาก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีสัญญามีเวทนา
จิตจึงจะคิดนึกตรึกตรอง วิญญาณจึงเกิดขึ้นในเรื่องที่จิตคิดนึกตรึกตรองนั้น
เพราะว่าจิตจะคิดนึกตรึกตรองได้ก็เพราะมีเวทนา มีความรู้เป็นสุขเป็นทุกข์
เป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข มีสัญญาจำได้หมายรู้อยู่ในเรื่องอันนั้น จิตจึงคิดถึงเรื่องอันนั้นได้
ถ้าไม่มีเวทนา ยกตัวอย่างเช่นฉีดยาชาที่ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง

หมดความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ที่ร่างกายส่วนนั้น
แม้จะเอามีดมาผ่าตัดอย่างหมอผ่าตัดคนไข้ ความรู้สึกเจ็บก็ไม่มี
เมื่อความรู้สึกเจ็บไม่มี ก็ไม่ทำให้เกิดความคิดถึงส่วนนั้น วิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในส่วนนั้น
ต่อเมื่อมีความรู้สึกเจ็บขึ้นในส่วนนั้น วิญญาณจึงจะเกิดขึ้นในส่วนนั้น
คือเป็นความรู้ รู้ทางกายที่เรียกว่า กายวิญญาณ
แต่เมื่อกายส่วนนั้นไม่มีความรู้สึกเจ็บ กายวิญญาณก็ไม่เกิดขึ้นในส่วนนั้น

มาถึง สัญญา ความจำก็เช่นเดียวกัน
จิตจะคิดจะนึกถึงเรื่องอันใดก็เพราะจำเรื่องอันนั้นได้
ถ้าลืมเสียแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะคิดนึกได้ จะคิดนึกได้ ก็คิดนึกได้ในเรื่องที่จำได้เท่านั้น
ถ้าจำไม่ได้ หรือไม่จำ ก็คิดนึกไม่ได้ วิญญาณก็บังเกิดขึ้นในเรื่องนั้นไม่ได้
เพราะฉะนั้น เมื่อมีสัญญามีเวทนา จิตคิดถึงเรื่องอันใดอาศัยสัญญาเวทนา
ก็เกิดวิญญาณขึ้นในเรื่องนั้นตามวิถี ถ้าดับสัญญาเวทนาเสีย วิญญาณก็ดับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ดังเช่น โสตะวิญญาณ วิญญาณทางหูคือได้ยินเสียง
ในขณะนี้กำลังแสดงธรรมบรรยายเป็นเสียง เป็นเสียงที่ไปกระทบโสตะประสาทคือกระทบหู
จิตตั้งใจฟัง ก็หมายความว่ามีสัญญามีเวทนาอยู่ในเสียงที่ไปกระทบโสตะประสาท
โสตะวิญญาณความรู้เสียงทางหูจึงบังเกิดขึ้นคือได้ยิน ได้ยินถ้อยคำที่แสดงนี้
แต่ถ้าจิตไม่ตั้งอยู่ในเสียงที่แสดงนี้ ส่งจิตไปคิดถึงเรื่องอื่น
ก็ไปมีสัญญาเวทนาในเรื่องอื่นที่ส่งจิตไปนั้น วิญญาณก็ไปบังเกิดขึ้นในเรื่องอื่นนั้น
แต่ว่าวิญญาณไม่บังเกิดขึ้นในเสียงที่กำลังแสดงอยู่นี้ แปลว่าหูดับ
แม้ว่าเสียงที่แสดงนี้จะไปกระทบโสตะประสาทอยู่เป็นปรกตินั่นแหละ โสตะประสาทก็ดีอยู่
แต่ว่าจิตไม่ตั้งใจฟัง คิดไป คิดถึงเรื่องอื่น หูก็ดับจากเสียงที่กำลังแสดงนี้ ไม่ได้ยิน
ไม่เกิดโสตะวิญญาณในเสียง แต่ว่าไปเกิดมโนวิญญาณในเรื่องต่างๆที่ส่งจิตไปคิดถึงนั้น
โสตะวิญญาณทางหูนี้ก็ดับ ไปเปิดมโนวิญญาณในเรื่องที่คิดไป


เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยสังขาร เมื่อมีสังขารจึงมีวิญญาณดังกล่าวนี้
ตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดก่อขึ้นในครรภ์ของมารดาดังกล่าว คือตั้งแต่ปฏิสนธิวิญญาณ
และมาถึงวิถีวิญญาณคือวิญญาณที่บังเกิดขึ้น
ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางมนะคือใจก็เช่นเดียวกัน
ต้องอาศัยสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร จิตสังขาร ดังกล่าวนี้เป็นปัจจัย
จึงได้เกิดวิญญาณขึ้นเป็นวิถีวิญญาณทางตาทางหูเป็นต้นตามประเภท
เพราะฉะนั้น เพราะสังขารบังเกิดขึ้น วิญญาณจึงเกิด

ทางเจริญปัญญา

ข้อที่ท่านพระสารีบุตรได้แสดงมาโดยลำดับ เป็นธรรมะที่เป็นเหตุเป็นผลสืบต่อกัน
เมื่อได้ตั้งใจฟัง และตั้งใจที่จะทำความเข้าใจ ย่อมจะได้ความเข้าใจในธรรมะ
ที่เป็นสัจจะคือความจริงตามเหตุและผล จะทำให้จับเหตุจับผล
ตั้งต้นแต่จับทุกข์ จับสมุทัยคือเหตุเกิดทุกข์ และทำให้จับเงื่อนต้นเงื่อนปลายได้
เพราะทุกๆข้อที่เป็นเหตุเป็นผลสืบต่อกันนั้น ต่างเป็นเงื่อนต้นเงื่อนปลายของกันและกันไป
ทุกๆข้อ และเมื่อจับได้ถูกต้อง ก็ย่อมจะมีความเข้าใจถึงเหตุและผลอันถูกต้อง

( เริ่ม ๗๐/๒ ) การพิจารณาตามทางที่ท่านแสดงดั่งนี้ ย่อมเป็นทางเจริญปัญญา
หรือโดยเฉพาะเรียกว่าเป็นทางวิปัสสนา ทางที่ให้เกิดปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง
อันจะทำให้จับสัจจะความจริงที่เป็นตัวเป็นเหตุ และเป็นผลได้
แม้การที่ปฏิบัติทำสติ หรือว่าตั้งสติในกายเวทนาจิตธรรม อันเป็นตัวสติปัฏฐานทุกข้อ
ก็เป็นการพิจารณาจับเหตุจับผลแต่ละข้อเช่นเดียวกัน
ทำให้ได้สมาธิ และทำให้ได้ปัญญา เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสไปได้โดยลำดับ
ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*

สัมมาทิฏฐิ ๓๕ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

ปฏิสนธิวิญญาณ วิถีวิญญาณ ๔
นามรูป ๕
ภวังคจิต ๗
ธรรมชาติของจิต ๘










คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๗๐/๒ ครึ่งหลัง ต่อ ๗๑/๑ ( File Tape 55 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๕ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงพระเถราธิบายข้อสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบมาโดยลำดับ
จนถึงได้แสดงอธิบายในข้อที่แสดงถึงเหตุปัจจัย เมื่ออวิชชาเกิดอาสวะเกิด
เมื่ออาสวะเกิดอวิชชาเกิด เมื่ออวิชชาเกิดสังขารเกิด เมื่อสังขารเกิดวิญญาณเกิด
และในวันนี้จะได้แสดงอธิบายต่อไป เมื่อวิญญาณเกิดนามรูปก็เกิด
ในข้อวิญญาณนี้ที่ได้แสดงอธิบายมาแล้ว ในพระเถราธิบายก็ยกเอาวิญญาณ ๖
ซึ่งเป็นวิถีวิญญาณ คือวิญญาณในวิถี คือในทางของอายตนะภายในภายนอกทั้ง ๖

ส่วนในพระสูตรบางพระสูตร โดยเฉพาะ มหานิทานสูตร
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึงปฏิสนธิวิญญาณรวมเข้าด้วย
และก็ได้มีพระพุทธาธิบายในพระสูตรนั้น ว่าเมื่อวิญญาณเกิดนามรูปก็เกิดอย่างไร
โดยที่ได้ตรัสแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทรงตั้งเป็นพระพุทธปุจฉา

คือเป็นคำถามภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อวิญญาณไม่หยั่งลง คือไม่เป็นไป
ไม่ปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา นามรูปจักก่อตัวขึ้นในครรภ์ของมารดาได้หรือไม่
ภิกษุทั้งหลายก็ได้กราบทูลว่าไม่ได้

และก็ได้มีอธิบายในคำที่ว่า จักก่อตัวขึ้นได้หรือไม่
ก็หมายถึงว่า จักก่อตัวขึ้นโดยเป็นกลละเป็นต้นนั้นเอง
เมื่อรวมพระพุทธปุจฉา และคำกราบทูลตอบของภิกษุทั้งหลายเข้าด้วยกัน
ก็รวมความเข้าว่าในการถือกำเนิดเกิดก่อของเด็กชายหญิง ตั้งต้นขึ้นในครรภ์ของมารดานั้น
ถ้าหากว่าวิญญาณไม่ก้าวลง คือไม่เป็นไป ดังที่เรียกว่าไม่ถือปฏิสนธิ
หรือปฏิสนธิวิญญาณไม่เข้ามา นามรูปก็จะก่อตัวขึ้นโดยเป็นกลละเป็นต้นหาได้ไม่

ได้มีพระพุทธปุจฉาต่อไปอีกว่า เมื่อวิญญาณหยั่งลง
ดังที่เรียกว่าถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดาแล้ว หากว่าดับไป เคลื่อนไป
นามรูปจักบังเกิดเจริญขึ้นต่อไปได้หรือไม่ ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลว่าไม่ได้
รวมพระพุทธปุจฉา และคำกราบทูลตอบเข้าก็ได้ความว่า
แม้วิญญาณจะปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา เริ่มก่อตัวเป็นนามรูปขึ้นแล้ว
แต่ถ้าหากว่าวิญญาณที่เข้าถือปฏิสนธินั้น จุติคือเคลื่อนออกไป ดับไป
นามรูปแม้จะก่อตัวขึ้น ก็จะไม่บังเกิดเจริญเติบโตขึ้นต่อไป

ได้มีพระพุทธปุจฉาต่อไปอีกว่า
แม้เมื่อเด็กคลอดออกจากครรภ์ของมารดาแล้ว เป็นเด็กหญิงเป็นเด็กชาย
ที่เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นแล้ว หากวิญญาณดับไปขาดไป นามรูปจักดำรงต่อไปได้หรือไม่
ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลว่านามรูปก็จักดำรงต่อไปไม่ได้ ก็จะต้องดับต้องแตกสลาย
รวมความเข้าแล้วก็ได้ว่า แม้เมื่อคลอดออกมาเป็นเด็กชายหญิง แม้เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว
หากวิญญาณขาดไปดับไปเสียเมื่อใด นามรูปก็แตกสลายเมื่อนั้น
หากวิญญาณยังอยู่ นามรูปก็ดำรงอยู่

ก็ได้มีพระพุทธาธิบายโดยทรงตั้งเป็นพุทธปุจฉาขึ้นเพียงเท่านี้
แม้เพียงเท่านี้ก็ย่อมทำให้เข้าใจต่อไปได้ทั้งหมดว่า แม้เมื่อเด็กชายหญิง ที่เป็นหนุ่มเป็นสาว
เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ เมื่อวิญญาณยังเป็นไปอยู่ นามรูปนี้ก็เป็นไปอยู่
เมื่อวิญญาณนี้ดับ หรือเคลื่อนไปที่เรียกว่าจุติ นามรูปนี้ก็จักขาดจักดับ
ก็เป็นไปตามพระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นแล้วว่า
กายนี้ไม่นานหนอจักนอนทับแผ่นดิน มีวิญญาณไปปราศคือปราศจากวิญญาณ
ถูกทอดทิ้งเหมือนอย่างท่อนฟืนท่อนไม้ ไม่มีประโยชน์

ปฏิสนธิวิญญาณ วิถีวิญญาณ

เพราะฉะนั้น วิญญาณตามพระพุทธาธิบายนี้
จึงเป็นวิญญาณที่มักจะเรียกกันว่า ปฏิสนธิวิญญาณ
แต่ว่ามักจะเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ ก็เฉพาะเมื่อแรกปฏิสนธิ
ต่อจากปฏิสนธิคือทีแรกนั้นแล้ว วิญญาณนั้นก็ยังดำรงอยู่
และท่านยังมีคำเรียกอีกคำหนึ่งว่า ภวังค์จิต
พระอาจารย์ผู้แสดงอธิบายพระสูตรท่านใช้คำเรียกอย่างนั้น
และก็ได้อธิบายถึงนามรูป เช่นอธิบายรูปเป็น กัมมัชชรูป รูปที่เกิดจากกรรมเป็นต้น
ตามนัยยะในอภิธรรม เมื่อรวมความเข้าแล้วก็คือว่า นามรูปนี้ที่ยังดำรงชีวิตอยู่
จะต้องมีวิญญาณ หรือมีจิต หรือมีวิญญาณธาตุคือธาตุรู้ ตั้งอยู่
เมื่อวิญญาณธาตุ หรือจิต หรือวิญญาณดังกล่าวจุติ คือว่าเคลื่อนไปดับไป
นามรูปนี้ก็แตกสลาย เพราะฉะนั้น เมื่อวิญญาณเกิดขึ้นนามรูปจึงเกิด
หรือเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปจึงบังเกิดขึ้น ดั่งนี้ ตามพระพุทธาธิบาย

อนึ่ง อธิบายได้โดยทางวิถีวิญญาณ คือวิญญาณที่บังเกิดขึ้นตามวิถี
คือตามทางของอายตนะภายในภายนอกทั้ง ๖ ที่มาประจวบกัน
เป็นจักขุวิญญาณรู้รูปทางจักษุก็คือเห็นรูป โสตะวิญญาณรู้เสียงทางหูก็คือได้ยินเสียง

ฆานะวิญญาณรู้กลิ่นทางจมูกคือทราบกลิ่น ชิวหาวิญญาณรู้รสทางลิ้นคือทราบรส
กายวิญญาณรู้โผฏฐัพพะสิ่งที่กายถูกต้องทางกายคือทราบสิ่งถูกต้อง และมโนวิญญาณ
คือรู้เรื่องราวทางมโนคือใจ ก็ต้องมีวิญญาณนี้บังเกิดขึ้นก่อน นามรูปจึงบังเกิดขึ้น
อันหมายความว่าส่วนที่เป็นรูปก็ปฏิบัติหน้าที่ของรูป ส่วนที่เป็นนามคือเวทนาสัญญาสังขาร
ก็บังเกิดขึ้นสืบต่อจากวิญญาณ เป็นไปตามพระเถราธิบายนั้น
เพราะฉะนั้น จึงต้องมีวิญญาณบังเกิดขึ้นก่อน นามรูปจึงบังเกิดขึ้น

ในข้อนี้ก็พึงทำความเข้าใจง่ายๆว่า
ในเบื้องต้นนั้นทุกคนจะต้องเกิดวิญญาณขึ้นก่อนตามวิถี เช่นจะต้องเห็นรูป
ต้องได้ยินเสียง ต้องได้ทราบกลิ่นทราบรสทราบโผฏฐัพพะ และได้คิดได้รู้เรื่องทางมโนคือใจ
และเมื่อเป็นดั่งนี้นามคือเวทนาสัญญาสังขารทั้งหลายจึงบังเกิดสืบต่อกันไป
และรูปจึงปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามนาม เวทนาสัญญาสังขารนั้นสืบต่อไป
ถ้าหากว่าไม่มีวิญญาณ คือไม่เห็นรูป ไม่ได้ยินเสียง เป็นต้น
นามรูปก็ไม่ปฏิบัติหน้าที่ คือไม่บังเกิดเป็นนามรูปขึ้น

และข้อที่พึงหยิบยกขึ้นมาพิจารณาให้เห็นชัดขึ้นไปอีก
ก็คือตัวจิตกับอารมณ์ จิตที่คิดไปในอารมณ์ต่างๆ ดำริไปในอารมณ์ต่างๆ
ครุ่นคิดไปในอารมณ์ต่างๆ ก็ต้องมีอาศัยวิญญาณบังเกิดขึ้นก่อน
และการที่จะทำความเข้าใจในข้อนี้ ก็จะต้องทำความเข้าใจในข้อนามรูปอีกสักหน่อยหนึ่ง

นามรูป

คำว่านามนั้นเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือมิใช่รูป
สักแต่ว่าเป็นชื่อเรียกขึ้นในสิ่งที่ไม่มีรูป คือมีแต่นามไม่มีรูป
ส่วนที่เป็นรูปนั้นก็คือที่เป็นวัตถุ อันเป็นรูปอย่างหยาบ
และที่เป็นตัวที่ตั้งของจิตแม้ไม่ใช่รูป ที่กำหนดของจิตแม้มิใช่รูป

ก็ขอยืมคำว่ารูปมาเรียกด้วย เช่นคำว่าปิยะรูปสาตะรูป รูปที่เป็นที่รักรูปที่เป็นที่พอใจสำราญใจ
อันหมายถึงทุกๆสิ่งที่จิตกำหนดถึง ก็คือตัวอารมณ์นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่เป็นส่วนรูป
หรือเป็นอารมณ์ที่เป็นส่วนธรรม คือเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่รูป
แต่ว่าเป็นสิ่งที่จิตกำหนดถึง จิตคิดถึง อันเป็นส่วนที่รักใคร่ เป็นส่วนที่ชอบใจ สำราญใจ
ก็เรียกว่าปิยะรูปสาตะรูปได้ ขอยืมคำว่ารูปมาใช้เรียกครอบไปได้ทั้งหมด

และโดยเฉพาะส่วนที่เป็นอารมณ์ของจิตนั้น คือเป็นตัวเรื่อง ไม่ใช่เป็นตัววัตถุโดยตรง
เป็นตัวเรื่อง เป็นเรื่องของวัตถุก็ได้ เป็นเรื่องของสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุก็ได้
คือเรื่องที่จิตคิด เรื่องที่จิตดำริ เรื่องที่จิตครุ่นคิดถึงหรือหมกมุ่นถึง อันเรียกว่าอารมณ์
อารมณ์นี่แหละ ซึ่งเป็นที่รักใคร่ที่พอใจสำราญใจ ก็เรียกว่าปิยะรูปสาตะรูปได้
คือเป็นสิ่ง รูปก็คือเป็นสิ่ง สิ่งที่จิตคิดดำริหมกมุ่นถึง อันเป็นที่ชอบใจสำราญใจพอใจ
ก็เป็นปิยะรูปสาตะรูป คำว่ารูปจึงมีความหมายที่เป็นวัตถุโดยตรง
หรือหมายถึงสิ่งที่จิตกำหนดคิดถึงหมกมุ่นถึง อันเรียกว่าอารมณ์ดังกล่าว นี้เป็นตัวอารมณ์

และเมื่ออายตนะภายในภายนอกมาประจวบกัน
จิตก็ออกจากภวังค์ น้อมออกไปรับอารมณ์ คือไปรับเรื่องของรูปของเสียง
ของกลิ่นของรสของโผฏฐัพพะ ของธรรมะคือเรื่องราวนั้นเข้ามา
ตัวรูปจริงๆ เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะจริงๆ เป็นวัตถุย่อมเข้ามาสู่จิต ซึ่งมิใช่วัตถุ
เพราะจิตไม่มีสรีระรูปร่างสัณฐาน ดังที่มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า
อสรีรัง ไม่มีสรีระรูปร่างสัณฐาน แต่มีกายนี้เป็นที่อาศัย
วัตถุเข้ามาสู่จิตไม่ได้ สิ่งที่เข้ามาสู่จิตได้ก็คือตัวอารมณ์ คือเป็นเรื่อง เรื่องของสิ่งเหล่านั้น
ธรรมารมณ์อารมณ์คือเรื่องราวของรูปเสียงเป็นต้น ที่ประสบพบผ่านมาแล้วเป็นต้น
ก็เหมือนกัน ไม่ใช่วัตถุ ก็เข้าสู่จิตได้ เข้าสู่จิตในฐานะเป็นอารมณ์คือเป็นเรื่องเช่นเดียวกัน

อารมณ์คือเรื่องที่จะเข้าสู่จิตได้นี้ ก็จะต้องเริ่มต้นตั้งแต่วิญญาณเช่นเดียวกัน
คือจะต้องเกิดวิญญาณขึ้นก่อน อารมณ์ทั้งหลายจึงจะเข้าสู่จิตได้

ภวังคจิต

( เริ่ม ๗๑/๑ ) และจิตนี้ท่านได้มีแสดงอธิบายไว้ในอภิธรรม
ว่าจิตที่เป็นตัวจิตซึ่งยังไม่มีอารมณ์เรียกว่า ภวังคจิต
คำว่าภวังค์นั้นแปลว่าองค์ของภวะ คือองค์ของภพ คือความเป็น
พิจารณาดูในทางหนึ่งก็น่าเข้าใจว่า นามรูปนี้เมื่อมีจิตที่เริ่มแต่ปฏิสนธิจิต
หรือปฏิสนธิวิญญาณ ดั่งที่กล่าวมาแล้วตามพระพุทธาธิบายที่อ้างมาข้างต้นนั้น
จึงมีตัวภพคือความเป็น ในที่นี้มุ่งถึงความมีชีวิต นามรูปนี้ยัง..ก็ดำรงอยู่
และเมื่อมีปฏิสนธิจิตปฏิสนธิวิญญาณตั้งแต่เบื้องต้น ก็ก่อตั้งนามรูปนี้มาในเบื้องต้น
เติบใหญ่ขึ้นเจริญขึ้นมาโดยลำดับ ดังที่ปรากฏอยู่แก่ทุกๆคนในบัดนี้
เพราะยังมีตัวจิตที่เป็นปฏิสนธิจิตปฏิสนธิวิญญาณในเบื้องต้น

และดังที่ได้กล่าวแล้วว่า พระอาจารย์ท่านเรียกว่าภวังคจิตอีกคำหนึ่งด้วย
คือจิตที่เป็นองค์ของภพ คือเป็นองคสมบัติ หรือองคคุณแห่งภพคือความเป็น
ในที่นี้คือชีวิตความดำรงอยู่ ความเป็นอยู่ ความมีชีวิตอยู่ ชีวิตก็คือความเป็นไม่ตาย ยังเป็นอยู่
เพราะฉะนั้น ตัวจิตที่ทำให้ชีวิตนี้ดำรงอยู่ ทำให้นามรูปนี้ดำรงอยู่ จึงเรียกอีกคำหนึ่งว่า ภวังคะ
องค์ของภพ องค์ของความเป็น เป็นอยู่ดำรงอยู่ ไม่ตาย ยังมีจิตนี้อยู่ก็แปลว่ายังไม่ตาย
ยังดำรงอยู่ ยังเป็นอยู่ พิจารณาดูความก็เป็นดั่งนี้ได้ จึงเรียกว่าภวังคจิต
ท่านอาจารย์ท่านก็เรียกดั่งนั้นว่าภวังคจิต อันทำให้ยังดำรงอยู่ ยังเป็นอยู่ ไม่ตาย

และความหมายของภวังคจิตอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า
ตัวภวังคจิตที่แท้ๆนั้นไม่รับ ยังไม่มีอารมณ์ คือจิตที่ยังไม่มีอารมณ์เรียกว่าภวังคจิต
ต่อเมื่อมีอารมณ์จึงเป็น วิถีจิต วิถีวิญญาณ จิตที่บังเกิดขึ้นเป็นไปตามทาง
ในเมื่ออายตนะภายในภายนอกมาประจวบกันเป็นต้น จิตที่เป็นไปตามนี้ก็คือว่าจิตเดินทาง
จิตเคลื่อนไหว จิตที่น้อมไป ไม่ใช่จิตที่อยู่ตัว คือนิ่งอยู่เฉยๆ
เพราะฉะนั้น ท่านจึงมีคำเปรียบเอาไว้ว่า เหมือนอย่างคนที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง

เมื่อมะม่วง ผลมะม่วงหล่นลงมา เสียงผลมะม่วงหล่นลงมากระทบแผ่นดิน
เสียงนั้นก็มากระทบโสตะประสาทของคนที่นอนหลับ ก็ตื่นขึ้นมา
ตื่นขึ้นมาก็เอื้อมมือไปหยิบเอาผลมะม่วงมาบริโภค เสร็จแล้วก็หลับไปใหม่
นี้เป็นอุปมา มีข้ออุปมัยว่าจิตที่อยู่ในภวังค์นั้น ก็เหมือนอย่างคนนอนหลับ
และจิตที่ออกรับอารมณ์นั้น ก็เหมือนอย่างคนนอนหลับที่ตื่นขึ้น
เอื้อมมือออกไปหยิบผลมะม่วงบริโภค แล้วก็หลับไปใหม่

ธรรมชาติของจิต

ก็คือเมื่ออายตนะภายในภายนอกมาประจวบกัน
ก็เหมือนอย่างเป็นสิ่งที่มากระทบเข้ากับภวังคจิต ภวังคจิตก็ตื่นขึ้นมาน้อมออกรับอารมณ์
เมื่อรับอารมณ์แล้วก็กลับเข้าภวังค์ใหม่ คือเหมือนอย่างหลับไปใหม่
เมื่ออายตนะภายในภายนอกมาประจวบกันใหม่ จิตก็ออกจากภวังค์ ออกรับอารมณ์
น้อมออกรับอารมณ์ เสร็จแล้วก็หลับไปใหม่ คือเข้าภวังค์ใหม่
ท่านแสดงธรรมชาติของจิตไว้ดั่งนี้

จิตที่ไม่รับอารมณ์นั้นเรียกว่าภวังคจิต และจิตที่ออกรับอารมณ์นั้นเรียกว่าวิถีจิต
วิถีก็คือทาง ก็หมายความว่าจิตน้อมออกไป เหมือนอย่างเดินทาง
และในการที่จิตน้อมออกรับอารมณ์นี้ เมื่อแสดงตามขันธ์ ๕ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
ก็เป็นวิญญาณขึ้นก่อน คือว่าเริ่มแต่จักขุวิญญาณ คือเมื่อตากับรูปมาประจวบกัน
กระทบถึงจิต จิตก็ออกจากภวังค์ มาเป็นวิถีจิต ทีแรกก็เป็นจักขุวิญญาณ
รู้รูปทางจักษุคือเห็นรูป ในข้ออื่นก็เช่นเดียวกัน
และเมื่อเป็นจักขุวิญญาณเห็นรูปขึ้นแล้ว ก็เกิดสัมผัส เกิดเวทนา เกิดสัญญา เกิดสังขาร
ก็โดยอาศัยรูปนั้นเอง เป็นนามรูป คือจะต้องมีรูปเป็นที่อาศัยอยู่ด้วย
จึงจะเกิดเป็นสัมผัสเป็นเวทนาทางกายทางใจ หรือว่าทางรูปกาย และทางใจ
เกิดสัญญาเกิดสังขาร คือคิดปรุงหรือปรุงคิด เสร็จแล้วก็เข้าสู่ภวังค์ใหม่ในอารมณ์นั้น

ครั้นเมื่ออายตนะภายในภายนอกประจวบกันใหม่อีก
จิตก็ออกจากภวังค์ น้อมออกรับอารมณ์ใหม่ ก็เป็นวิญญาณขึ้นก่อน
แล้วก็เป็นสัมผัส เป็นเวทนา เป็นสัญญา สังขาร โดยมีรูปเป็นที่อาศัยไปด้วยกัน
เสร็จแล้วก็กลับสู่ภวังค์ใหม่ เป็นไปดั่งนี้ทุกอารมณ์ แต่ว่าเป็นไปรวดเร็วมาก
และจิตนี้ก็มีปรกติรับอารมณ์ได้คราวละ ๑ เท่านั้น จะรับพร้อมกัน ๒ ไม่ได้
คราวละ ๑ และเมื่อที่ ๑ เกิดดับไปแล้ว จึงรับอารมณ์ที่ ๒ ได้
อารมณ์ที่ ๒ เกิดดับไปแล้ว จึงรับอารมณ์ที่ ๓ ได้ ต่อๆไปดั่งนี้
ที่ว่าเกิดนั้นก็คือว่าออกจากภวังค์ ดับนั้นก็คือว่าเข้าสู่ภวังค์ตามเดิม
เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาของจิตดั่งนี้

เพราะฉะนั้น อารมณ์ทุกอารมณ์นั้น ก็เป็นนามรูปนั่นเองรวมกันอยู่ ซึ่งตั้งต้นแต่วิญญาณ
เมื่อมีวิญญาณขึ้นก่อนแล้ว จึงจะออกรับอารมณ์ บังเกิดเป็นเวทนาเป็นสัญญาเป็นสังขาร
คือเป็นความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นความจำได้หมายรู้
เป็นความคิดปรุงเป็นความปรุงคิด ในเรื่องนั้น ไปทีละอารมณ์ดั่งนี้
แต่ว่าเพราะรวดเร็วมาก จึ่งได้ไม่รู้สึกว่า หรือไม่รู้ว่า เป็นทีละอารมณ์
เป็นทีละอารมณ์ เกิดดับอยู่ทีละอารมณ์ ทีละอารมณ์
และจิตก็ออกจากภวังค์ เข้าสู่ภวังค์ อยู่ทีละอารมณ์ ทีละอารมณ์ ดั่งนี้
เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาของจิตเป็นไปอยู่ดั่งนี้

เพราะฉะนั้น ภวังคจิต ซึ่งเป็นตัวจิตต้นเดิม รับอารมณ์ก็ออกจากภวังค์มาเป็นวิถีจิต
วิถีจิตนั้นทีแรกก็เป็นวิญญาณ แล้วจึงจะเป็นนามเป็นรูป เป็นตัวอารมณ์
ดังที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของทุกๆคนอย่างเต็มที่ ทุกคนก็มีสุขมีทุกข์ มีเป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข
มีความจำได้หมายรู้ มีความคิดปรุง มีความปรุงคิด
ทั้งหมดนี้ก็เป็นนามรูปนี่แหละรวมกันอยู่ เป็นตัวอารมณ์ซึ่งจะต้องมีวิญญาณเป็นเบื้องต้น
เพราะฉะนั้น เมื่อวิญญาณเกิด นามรูปจึงเกิด นี้เป็นอธิบายตามวิถีวิญญาณ หรือวิถีจิต
ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

สัมมาทิฏฐิ ๓๒ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

สังขาร ๓
สังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง ๔
เกิดดับ ๕
วจีสังขาร จิตสังขาร ๖
สังขาร ๓ ๗
ยอดของสังขตธรรม ๘
กิจที่จะต้องทำ ๙
วิสังขาร นิพพาน ๑๐





คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๖๘/๒ ครึ่งหลัง ต่อ ๖๙/๑ ( File Tape 54 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๒ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตร
ในข้อสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบมาโดยลำดับ ภิกษุทั้งหลายได้กราบเรียนถามท่าน
ถึงอธิบายในข้อสัมมาทิฏฐิ เมื่อท่านได้ตอบไปตอนหนึ่งแล้ว
ภิกษุทั้งหลายก็ได้กราบเรียนถามปริยายคือทางอธิบายอย่างอื่นต่อไปอีก
ซึ่งท่านก็ตอบไปโดยลำดับ ตามหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น
โดยยกเอาธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้นเหล่านี้ มาแสดงอธิบายทีละข้อ
จำแนกออกเป็น ๔ ตามแนวแห่งอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ทุกข้อ

จึงเท่ากับว่าพระเถราธิบายนี้ได้แสดงอธิบายอริยสัจจ์ ๔ หลายนัยยะ
หลายปริยาย อย่างละเอียด ไปตามข้อธรรมะที่เนื่องกัน
เป็นสายแห่งปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น

โดยจับข้างปลายคือชรามรณะขึ้นมาจนถึงอวิชชาอาสวะ
และก็ได้แสดงอธิบายอวิชชาอาสวะนี้ว่าต่างเป็นปัจจัยของกันและกัน
พระพุทธาธิบายในปฏิจจสมุปบาทนี้จบลงแค่อวิชชาเป็นส่วนมาก
ท่านพระสารีบุตรได้จับเอาพระพุทธาธิบาย หรือพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าในที่อื่น
มาเพิ่มขึ้นอีกข้อหนึ่งคืออาสวะ อวิชชาเกิดเพราะอาสวะ ก็จบลงแค่อาสวะ
แต่ว่าอาสวะเกิดเพราะอะไร ก็ต้องกลับมาหาอวิชชาอีก ว่าเกิดเพราะอวิชชา
ซึ่งได้แสดงอธิบายในที่นี้แล้วว่า อวิชชาเกิดเพราะอาสวะอย่างไร
และอาสวะก็เกิดเพราะอวิชชาอย่างไร

จึงมาถึงข้อที่จะอธิบายต่อไปตามพระเถราธิบาย ว่าเพราะอวิชชาเกิดจึงเกิดสังขาร
และคำว่าสังขารนั้น ก็ได้อธิบายในที่นี้แล้วว่าได้แก่สังขาร ๓
คือ กายสังขาร ได้แก่ลมอัสสาสะปัสสาสะ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
วจีสังขาร ได้แก่วิตกวิจารความตรึกความตรอง จิตสังขาร ได้แก่สัญญาเวทนา
ในวันนี้จะได้อธิบายว่าอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
หรือว่าเพราะอวิชชาเกิดสังขารจึงเกิดอย่างไร จึงจะต้องอธิบายคำว่าสังขารก่อน

สังขาร

คำว่าสังขารนั้นใช้ในหมวดธรรมะหลายหมวด เช่นสังขาร ๒
คือสังขารที่มีใจครองหรือมีผู้ครองเรียกว่า อุปาทินนกสังขาร
สังขารที่ไม่มีใจครองหรือไม่มีผู้ครองเรียกว่า อนุปาทินนกสังขาร
สังขารในเบ็ญจขันธ์ คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
ซึ่งหมายถึงความคิดปรุงหรือความปรุงคิดของจิตใจ
สังขารที่แสดงไว้ในโลก ๓ คือ โอกาสโลก โลกคือโอกาสอันได้แก่พื้นพิภพนี้
สังขารโลก โลกคือสังขารอันได้แก่ทุกๆสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นจากพื้นพิภพนี้
ตลอดจนถึงเป็นอุปาทินนกสังขาร อนุปาทินนกสังขารดังกล่าว

สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์โดยตรงก็หมายถึงจิตใจซึ่งครองสังขารอยู่ ซึ่งยังมีความข้องความติด
สังขาร ๓ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร
ที่ท่านพระสารีบุตรได้ยกมาอธิบายในข้อว่าสังขารนี้

และสังขาร ๓ อีกหมวดหนึ่ง ปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งบุญ ก็คือทำบุญ
อปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งกรรมที่มิใช่บุญคือบาป ก็คือทำบาป
อเนญชาภิสังชาร ปรุงแต่งธรรมะที่ไม่หวั่นไหว
หมายถึงสมาธิที่เป็นอัปปนาสมาธิ สมาธิที่แนบแน่น
สำหรับในข้อสังขารที่ว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเกิดสังขาร
หรือเพราะอวิชชาเกิดสังขารเกิดนี้ ก็มีอธิบายถึงสังขาร ๓
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ในที่บางแห่งด้วยเหมือนกัน
จึงรวมเข้าได้ว่าท่านยกเอาสังขาร ๓ ทั้งสองหมวดนี้มาอธิบายสังขารในที่นี้

สังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง

แต่ในเบื้องต้นนี้จะได้อธิบายเป็นกลางๆก่อน ว่าสังขารก็คือสิ่งผสมปรุงแต่ง
หรือการผสมปรุงแต่ง ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่เป็นไปทางจิตก็ตาม เป็นไปทางกาย
หรือเป็นไปอยู่ในโลกธาตุทั้งสิ้น ที่ปรากฏเป็นนั่นเป็นนี่ ทั้งที่เป็นอย่างหยาบ
ทั้งที่เป็นอย่างละเอียด ล้วนเป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งสิ้น
ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งผสมปรุงแต่ง หรือไม่มีการผสมปรุงแต่ง
ก็จะไม่ปรากฏเป็นนั่นเป็นนี่อะไรทั้งสิ้น จะไม่ปรากฏสัตว์บุคคล จะไม่ปรากฏต้นไม้ภูเขา
จะไม่ปรากฏโลกธาตุนี้ ไม่ปรากฏพื้นพิภพนี้ ไม่ปรากฏกลางวันกลางคืน
ไม่ปรากฏหนาวร้อน ลม ฝน ไม่ปรากฏดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ดวงดาว อะไรทั้งสิ้น

แต่ที่ปรากฏเป็นนั่นเป็นนี่อยู่ดังกล่าว ตลอดจนถึงสัตว์บุคคล
ดังเราทั้งหลายทุกๆคนที่มีกายมีใจ ก็เพราะมีการผสมปรุงแต่ง

จึงมีสิ่งผสมปรุงแต่งปรากฏเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้น ดังเช่นตัวอย่างที่ยกมากล่าวแล้ว
และการผสมปรุงแต่งนี้ย่อมมีอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุด
หยุดทีหนึ่งก็คือว่าแตกสลายหรือว่าดับไปทีหนึ่ง เกิดก็คือผสมปรุงแต่งขึ้นใหม่ แล้วก็ดับ
ในระหว่างเกิดและดับซึ่งเรียกว่าตั้งอยู่ ก็ไม่หยุดผสมปรุงแต่ง
ไม่หยุดความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง

เกิดดับ

ดังจะพึงเห็นได้ว่าร่างกายของทุกๆคนนี้ เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งอย่างหนึ่ง
ต้องมีความปรุงแต่งติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุด ดังเช่นต้องหายใจเข้าหายใจออก
ติดต่อกันอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุด แต่อันที่จริงนั้นไม่ใช่หมายความว่าสืบเนื่องกันเป็นอันเดียว
เพราะว่ามีเกิดมีดับต่อเนื่องกันไป คือหมายความว่าเกิดดับ แล้วก็เกิด แล้วก็ดับ
แล้วก็เกิดติดต่อกันไปอันเรียกว่าสันตติ

( เริ่ม ๖๙/๑ ) ลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี้เป็นตัวอย่างที่ปรากฏ พิจารณาเห็นได้
คือเอาเป็นว่าหายใจเข้านี่เป็นเกิด และหายใจออกนั้นเป็นดับ ก็สมมติเท่านั้น
แต่อันที่จริงนั้นหายใจเข้าเองก็เกิดดับๆเข้าไป เช่นทีแรกอยู่ที่ปลายจมูก
ก็แปลว่าเกิดที่ปลายจมูก แล้วก็เข้าไป ก็ดับจากปลายจมูกเข้าไป
ถึงจุดหนึ่งก็ไปเกิดที่นั่นจุดหนึ่ง ผ่านจุดนั้นไปก็ดับจากจุดนั้น ไปเกิดในจุดอื่นต่อไปอีก
หายใจออกก็เหมือนกัน ก็แปลว่าเกิดเหมือนกัน คือลมหายใจนั้นในส่วนที่นำออก
ก็เกิดตั้งแต่จุดออกทีแรก ผ่านจุดนั้นมาก็ดับจากจุดนั้น อีกจุดหนึ่งก็มาเกิดที่จุดนั้น
ผ่านแล้วก็ดับที่จุดนั้น มาสู่อีกจุดหนึ่งก็มาเกิดอีกจุดหนึ่ง เรื่อยมาดั่งนี้
จนถึงปลายจมูก ก็พ้นปลายจมูกไป ดั่งนี้คือสังขารปรุงแต่ง ไม่หยุด ชีวิตจึงดำรงอยู่ได้

นอกจากนี้อาการทั้งหลายในร่างกายนี้ ที่แบ่งเป็นอาการ ๓๑ หรืออาการ ๓๒
หรือว่าจะแบ่งตามหลักสรีระศาสตร์ในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นส่วนภายนอก ทั้งที่เป็นส่วนภายใน

ล้วนมีการปรุงแต่งอยู่ตลอดทุกส่วนทุกสิ่ง ไม่มีหยุดการปรุงแต่ง ชีวิตจึงดำรงอยู่
เพราะฉะนั้น สังขารคือความปรุงแต่งนี้ จึงเป็นตัวชีวิตของร่างกายนี้
เมื่อหยุดการปรุงแต่ง โดยที่ไม่มีสันตติคือความสืบต่อ ก็แปลว่าชีวิตนี้ดับ
ซึ่งเรียกตามภาษาธรรมะว่ากายแตกทำลาย
กายนั้นแปลว่าประชุม ส่วนทั้งหลายที่มาประชุมกันเป็นกายนี้แตกทำลาย
จึงหยุดปรุงแต่ง ร่างกายนี้จึงเริ่มเป็นสิ่งที่เน่าเปื่อยผุพัง ต้องนำไปเผาไปฝัง
แม้จะไม่เผาก็ผุพังไปเอง ซึ่งในที่สุดก็แตกสลายไปหมด
เพราะเหตุว่าหยุดความเป็นสังขาร คือหยุดความปรุงแต่ง

เพราะฉะนั้น จึงได้ตรัสยกเอาลมอัสสาสะปัสสาสะขึ้นมา
ว่าเป็นตัวกายสังขารเครื่องปรุงแต่งกาย เป็นตัวอย่างให้พิจารณาเห็นได้
กายนี้ดำรงชีวิตอยู่ก็เพราะมีลมหายใจเข้าลมหายใจออก
ลมหายใจเข้าลมหายใจออกดับ ก็แปลว่าเครื่องปรุงกายนี้ดับ กายนี้ก็แตกสลาย

วจีสังขาร จิตสังขาร

จิตใจก็เหมือนกัน มีเครื่องปรุงแต่งคือมีวิตกมีวิจารความตรึกความตรอง หรือความคิด
ซึ่งเป็นเหตุให้พูดออกมาเป็นวาจา วาจาที่พูดนี้ก็เพราะมีวิตกวิจารคือความตรึกความตรอง
จึงเป็นอันว่าต้องมีวิตกวิจารความตรึกความตรองขึ้นก่อน วาจาจึงจะออกมา
ถ้าหากว่าไม่มีความตรึกความตรอง ก็ไม่มีวาจา
เพราะฉะนั้น ความตรึกความตรองจึงเป็นเครื่องปรุงวาจาที่เรียกว่า วจีสังขาร
วาจานี้เป็นผลที่ออกมาจากวิตกวิจารความตรึกความตรอง

และจิตที่มีความคิดไปต่างๆ ดังเช่นมีวิตกวิจารความตรึกความตรอง
ซึ่งเป็นความตรึกความตรองของจิตนั้นเอง ก็เพราะว่ามีสัญญามีเวทนา
สัญญาก็คือความจำได้หมายรู้ เวทนาก็ความรู้เป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข

เพราะมีสัญญาเวทนานี้จิตจึงมีความคิด หรือมีวิตกมีวิจารความตรึกความตรองไปต่างๆ
ถ้าไม่มีสัญญาไม่มีเวทนา จิตก็ไม่ปรากฏ คือจะไม่มีความคิด ไม่มีความตรึกความตรองต่างๆ
เพราะฉะนั้น สัญญาเวทนานี้จึงเป็น จิตสังขาร เครื่องปรุงจิต

อันคนที่จะตายนั้นท่านแสดงไว้ว่าดับวจีสังขาร
คือดับวิตกวิจารความตรึกความตรองก่อน วาจาจึงดับ นิ่งไม่พูด
เพราะไม่มีความตรึกความตรอง แต่ว่าเพียงนี้ยังไม่ตาย
ต่อไปก็ดับกายสังขาร คือดับลมอัสสาสะปัสสาสะ หยุดหายใจ
แต่ว่าแม้จะดับลมหายใจ ดับกายสังขาร ก็ยังไม่ตาย
จะต้องดับสัญญาเวทนาซึ่งเป็นตัวจิตสังขาร
เมื่อดับสัญญาเวทนาที่เป็นตัวจิตสังขาร นั่นแหละจึงจะตาย
ซึ่งข้อนี้ก็ตรงกับความรู้ในปัจจุบัน ที่ว่าแม้ว่าจะดับลมหายใจเข้าออก
แต่ว่าถ้าสมองยังไม่ดับคนก็ยังไม่ตาย ต้องสมองดับ
เพราะฉะนั้นจึงมาตรงกับที่ว่า จะต้องดับสัญญาเวทนาซึ่งเป็นจิตสังขาร
ดับจิตสังขาร ดับสัญญาเวทนา นั่นแหละจึงจะตาย

สังขาร ๓

นี้คือสังขาร ๓ และเมื่อสังขาร ๓ ดังกล่าวนี้ยังมีอยู่
คนยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ มีวิตกวิจารอยู่ มีสัญญาเวทนาอยู่
ร่างกายก็ยังดำรงอยู่ และเป็นไปได้ เดินยืนนั่งนอนได้ อาการต่างๆในร่างกายนี้ใช้ได้
มือเท้าใช้ได้ จักขุประสาทโสตประสาทเป็นต้นใช้ได้ และพูดได้ คิดอะไรได้
ก็เพราะว่าสังขารทั้ง ๓ นี้ยังดำรงอยู่ และเมื่อเป็นดั่งนี้ จึงทำดีได้ทำชั่วได้
ตลอดจนถึงทำสมาธิจนถึงได้อัปปนาสมาธิ สมาธิที่แนบแน่นได้
เพราะฉะนั้น จึงมีปุญญาภิสังขารปรุงแต่งบุญ อปุญญาภิสังขารปรุงแต่งบาปคือทำบุญทำบาป
อเนญชาภิสังขารทำสมาธิกันได้ ดังที่มาปฏิบัติทำสมาธิกันนี้

ฉะนั้น แม้บุญ แม้บาป แม้สมาธิที่ทำกันนี้ ก็เป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง
ต้องปรุงต้องแต่งคือต้องทำ ถ้าไม่ทำ ก็ไม่เกิดเป็นบุญ ไม่เกิดเป็นบาป
ไม่เกิดเป็นสมาธิที่แนบแน่น ต้องทำคือต้องปรุงต้องแต่ง ให้เป็นบุญขึ้นมาจึงเป็นบุญ
ให้เป็นบาปขึ้นมาจึงเป็นบาป ให้เป็นสมาธิขึ้นมาจึงเป็นสมาธิ คือทำได้

ยอดของสังขตธรรม

แม้มรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ให้ปฏิบัติ
เป็นตัวมรรคข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ทุกข้อ
ก็เป็นสังขารคือเป็นสิ่งผสมปรุงแต่ง คือต้องปฏิบัติต้องกระทำ
ต้องปฏิบัติอบรมทิฏฐิคือความเห็นให้เห็นถูกเห็นชอบ จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ
ต้องปฏิบัติอบรมความดำริให้ถูกให้ชอบ จึงจะเป็นสัมมาสังกัปปะความดำริชอบ
ต้องปฏิบัติต้องกระทำกรรมทางกายให้ถูกให้ชอบ เว้นจากที่ไม่ถูกไม่ชอบ
จึงจะเป็นสัมมากัมมันตะ ทางวาจาก็เหมือนกันจึงจะเป็นสัมมาวาจา
ทางอาชีพก็เหมือนกันจึงจะเป็นสัมมาอาชีวะ ความเพียรก็เหมือนกันจึงจะเป็นสัมมาวายามะ
สติก็เหมือนกันจึงจะเป็นสัมมาสติ สมาธิก็เหมือนกันจึงจะเป็นสัมมาสมาธิ
คือต้องทำต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ทำไม่ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ก็ไม่มี

เพราะฉะนั้นจึงได้ตรัสเอาไว้ว่า
มรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นยอดของสังขตธรรม ธรรมะที่ปรุงแต่งขึ้น
เพราะว่ามรรคมีองค์ ๘ นี้เมื่อได้ปรุงแต่งขึ้นจนเป็นมรรคสมังคี
กำจัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว ก็เสร็จกิจ ไม่ต้องปรุงแต่งกันอีกต่อไป จึงชื่อว่าเป็นยอด
เหมือนอย่างขึ้นไปถึงยอดไม้แล้ว ก็ไม่ต้องขึ้นต่อไป
เมื่อขึ้นไปถึงมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นมรรคสมังคีแล้ว กำจัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว
ก็เป็นอันว่าหมดกิจไม่ต้องขึ้น ไม่ต้องทำกันต่อไป เสร็จกิจ
เพราะฉะนั้น จึงเป็นสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่ง

แต่ว่าปรุงแต่งมรรคมีองค์ ๘ ก็นับเข้าว่าเป็นปุญญาภิสังขารปรุงแต่งบุญ
และก็นับเข้าในข้ออเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่งอเนญชาเพราะมีสมาธิอยู่ด้วย

สังขารทั้งปวงนี้ คือสิ่งผสมปรุงแต่ง การผสมปรุงแต่งทั้งปวงนี้ มีเพราะอวิชชา
เมื่อมีอวิชชาจึงมีการผสมปรุงแต่ง ดังจะพึงเห็นได้ว่าเพราะมีอวิชชา
จึงได้มีชาติความเกิดขึ้นมา เป็นสังขาร ๓ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร
และเมื่อมีสังขาร ๓ ก็แปลว่ามีขันธ์ ๕ บริบูรณ์ มีกายใจบริบูรณ์
ก็ทำบุญทำบาปทำสมาธิกันได้ ปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ ได้
และการปฏิบัติแม้ที่เป็นบุญ ก็เพราะว่าเพื่อที่จะชำระบาป ชำระกิเลส
ซึ่งมีอวิชชานั่นแหละเป็นหัวหน้า ถ้าหากว่าไม่มีอวิชชาแล้ว คือดับอวิชชาเสียได้แล้ว
ก็ไม่ต้องทำบุญไม่ต้องทำบาปกันต่อไป เรียกว่าเสร็จกิจ

กิจที่จะต้องทำ

การที่ต้องทำบุญอยู่นั้นก็เพราะว่ามีบาปที่จะต้องละ
มีกิเลสที่จะต้องละ มีอวิชชาที่จะต้องละ จึงต้องทำบุญ ต้องปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘
ต้องปฏิบัติในศีลในสมาธิในปัญญากัน และเมื่อยังมีอวิชชาก็ต้องทำบาป เพราะความไม่รู้
เพราะฉะนั้น จึงต้องทำบาปทำบุญกันอยู่ ต้องทำสมาธิกันอยู่
ทำบุญก็เพื่อละบาปละกิเลส และจะทำบาปก่อกิเลสกันอยู่ก็เพราะยังมีอวิชชา

เพราะฉะนั้นจึงแปลว่าต้องมีกิจที่จะต้องทำ
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนเอาไว้ว่า พึงอบรมศีลสมาธิปัญญา
ตราบเท่าจนถึงสิ้นความติดใจยินดี บรรลุนิพพานดับกิเลสและกองทุกข์ได้หมดสิ้น
คือแปลว่าเมื่อดับกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว ดับอวิชชาได้แล้ว
อวิชชาเป็นหัวหน้าใหญ่ของกิเลสทั้งหลาย
หรือจะว่าอาสวะเป็นหัวหน้าใหญ่ของกิเลสทั้งหลายก็ได้

เมื่อดับได้แล้วก็เป็นอันว่าเสร็จกิจ ไม่ต้องปรุงไม่ต้องแต่งกันต่อไป
ดังที่ตรัสเอาไว้ว่าจิตถึง วิสังขาร คือธรรมะที่ปราศจากความปรุงแต่ง
ไม่มีความปรุงแต่ง อันหมายถึงนิพพาน เพราะสิ้นตัณหาทั้งหลาย
ก็เป็นอันว่าจิตนี้หยุดปรุงแต่ง เพราะละอวิชชาได้
จิตประกอบด้วยวิชชาคือความรู้แจ่มแจ้งถูกต้องตามความเป็นจริง
วิมุติคือความหลุดพ้น เรียกว่าเป็นจิตที่รู้พ้น

วิสังขาร นิพพาน

จิตนี้รู้อะไรๆทุกอย่างทางอายตนะตาหูเป็นต้น แต่รู้แล้วก็ไม่ยึด หลุดพ้นทุกอย่าง
เป็นจิตที่รู้พ้น จิตที่รู้ก็คือจิตที่มีวิชชา จิตที่พ้นก็คือจิตที่มีวิมุติ รู้พ้น
จึงเป็นจิตที่บรรลุวิสังขารที่เรียกว่านิพพาน คือธรรมะที่ไม่มีสังขารคือปรุงแต่งอะไรทั้งสิ้น
ไม่ปรุงแต่งบุญ ไม่ปรุงแต่งบาป ไม่ปรุงแต่งอเนญชาทั้งหมด
อยู่กับรู้และพ้น ในเมื่อวิบากขันธ์นี้ยังดำรงอยู่

เมื่อวิบากขันธ์นี้ยังดำรงอยู่ ก็คงมีกายสังขารปรุงแต่งกาย ยังหายใจเข้าหายใจออก
มีวจีสังขารคือวิตกวิจารตรึกตรองพูด มีจิตสังขารสัญญาเวทนา คิดตรึกครองเป็นต้น
ดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว จิตของพระองค์ดับกิเลสและกองทุกข์ได้สิ้นแล้ว
ดับอวิชชาได้แล้ว จิตของพระองค์อยู่กับวิชชาวิมุติ แต่พระกายก็ยังหายใจเข้าหายใจออก
และยังทรงมีวิตกวิจาร แสดงธรรมะสั่งสอน ก็เป็นพระวาจาที่แสดงออกมา
วิตกวิจารคือวิชชา คือความรู้ วิมุติคือความพ้น จิตของพระองค์ก็ยังมีเป็นจิตสังขาร
มีสัญญาเวทนานี้ปรุงแต่งจิตให้คิด จึงทรงตรึกตรอง
ทรงพระญาณดูสัตว์ทั้งหลายในตอนเช้า เมื่อผู้ใดเข้าในข่ายของพระญาณ
ว่าเป็นเวไนยชนคือบุคคลที่พึงแนะนำอบรมได้ ก็เสด็จไปทรงแสดงธรรมะโปรด
ก็เป็นอันว่า กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ของพระองค์นั้นเป็นวิบากขันธ์ที่เหลืออยู่
และก็ทรงใช้วิบากขันธ์ที่เหลืออยู่นี้ ด้วยพระมหากรุณา
๑๐
ทรงแสดงธรรมะสั่งสอนโปรดให้เวไนยนิกรพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ตามพระองค์
ซึ่งทรงใช้อยู่ตลอดเวลาถึง ๔๕ ปี จึงดับขันธปรินิพพาน ดับกายสังขารวจีสังขารจิตสังขาร
แต่เพราะสิ้นกิเลสหมดสิ้นแล้วจึงไม่ทรงเกิดอีก ไม่ก่อเกิดกายสังขารวจีสังขารจิตสังขาร
คือขันธ์ ๕ หรือนามรูปขึ้นอีก เป็นผู้ไม่เกิด เมื่อไม่เกิดก็เป็นผู้ที่ไม่แก่ไม่ตาย
พ้นจากถ้อยคำที่จะพูดถึงว่าเป็นอะไร

เพราะเมื่อพูดถึงว่าเป็นอะไร ก็ต้องเป็นสังขารขึ้นมา
ต้องเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมา จึงจะพูดถึงได้
แต่เมื่อไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา ไม่เป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมา
ก็ไม่มีอะไรจะพูดถึง อาจจะกล่าวได้แต่เพียงว่าเป็นอมตะธรรม ธรรมะที่ไม่ตาย
ที่เป็นวิสังขาร ไม่มีการปรุงแต่ง หรือสิ่งผสมปรุงแต่งทั้งหมด

แต่ตราบใดที่ยังมีอวิชชาอยู่ ก็จะต้องมีสังขาร คือสิ่งผสมปรุงแต่ง การผสมปรุงแต่ง
ต้องทำบุญ ต้องทำบาป ต้องทำสมาธิ ตลอดจนถึงต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น กันไป
เพราะฉะนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร สิ่งผสมปรุงแต่งหรือการผสมปรุงแต่งดั่งนี้
และสิ่งผสมปรุงแต่ง หรือการผสมปรุงแต่ง อันเรียกว่าสังขารนี้ ต้องมีอยู่ตลอดเวลา
ดั่งชีวิตนี้ต้องมีการผสมปรุงแต่งกันอยู่ตลอดเวลา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
หยุดเมื่อใดก็ดับชีวิตเมื่อนั้น
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*





๑๑
สัมมาทิฏฐิ ๓๓ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร (ต่อ)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

อวิชชาเป็นเหตุให้ปรุงแต่ง ๓
พระอัญญาโกณฑัญญะ ๕
ธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรม ๖
ความไม่รู้สัจจะ ๗
ดวงตาเห็นธรรมคือเห็นเกิดดับ ๘
เมื่อเห็นเกิดดับก็ชื่อว่าเห็นทุกข์ ๙
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดวิชชา ๑๐






คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๖๙/๑ ครึ่งหลัง ต่อ ๖๙/๒ ( File Tape 54 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

สัมมาทิฏฐิ ๓๓ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร (ต่อ)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

จะได้แสดงขยายความอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
หรือเมื่ออวิชชาเกิดสังขารก็เกิด ต่อไปอีก
อันสังขารนั้นก็ได้แสดงมาแล้วถึงหมวดธรรมต่างๆที่มีคำว่าสังขาร
และได้แสดงความหมายของสังขารที่เป็นส่วนกลางๆ
อันเป็นที่มุ่งหมายว่าอวิชชาเป็นเหตุให้เกิดสังขารในที่นี้
แต่ยังมีอีกบางหมวด และลักษณะของสังขารที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้
อันสมควรแสดงรวมเข้าในข้อนี้ด้วย

อวิชชาคือความไม่รู้ อันหมายถึงไม่รู้ในสัจจะที่เป็นความจริงดังที่ได้กล่าวแล้ว
และเกิดขึ้นที่จิตนี้เอง อันหมายถึงจิตที่เป็นวิญญาณธาตุ คือธาตุรู้ ซึ่งมีอยู่ในบุคคลทุกๆคน
( เริ่ม ๖๙/๒ ) บุรุษบุคคลนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่าประกอบด้วยธาตุ ๖

คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส ทั้ง ๕ นี้เป็นธาตุที่ไม่มีความรู้ในตัว
และวิญญาณธาตุคือธาตุรู้เป็นข้อที่ ๖ เพราะฉะนั้นจึงรู้อะไรๆได้

และวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้ หรือที่เรียกว่าจิตในที่นี้
พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอาไว้ ว่าเป็นธรรมชาติปภัสสรคือผุดผ่อง
แต่เมื่อยังมิได้ปฏิบัติทำจิตตภาวนาคือการอบรมจิต
จิตหรือธาตุรู้นี้ก็ยังประกอบด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริง
อันหมายถึงว่าแม้จะเป็นธาตุรู้ แต่ก็เป็นความรู้ผิดรู้หลง ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง
เป็นอวิชชาดั่งที่ได้แสดงแล้ว

อวิชชาเป็นเหตุให้ปรุงแต่ง

แต่เพราะอวิชาคือไม่รู้นี้เอง จึงเป็นเหตุให้ปรุงแต่ง ปรุงแต่งเพื่ออะไร ก็เพื่อให้รู้นั้นเอง
เหมือนอย่างบุคคลที่ไม่รู้ในเรื่องอะไร เมื่อต้องการจะรู้ในเรื่องนั้น ก็ต้องปรุงแต่ง
เช่นว่า ต้องค้นคว้า ต้องไต่ถามสดับตรับฟัง ต้องสืบสวนสอบสวน
ต้องคิดพินิจพิจารณา เพื่อจะให้รู้ในเรื่องนั้น นี้คือสังขารคือปรุงแต่ง
และเมื่อรู้แล้วก็เป็นอันว่าหยุดคิดเพื่อที่จะรู้ในเรื่องนั้นได้
แต่ว่าที่ว่าคิดว่ารู้แล้วนั้น บางทีก็ไม่ใช่รู้จริงรู้ถูก เป็นความรู้ผิดรู้หลงก็มี
ก็เป็นอันว่า ก็คงเป็นอวิชชาคือไม่รู้อยู่นั่นเอง แต่สำคัญว่ารู้

เพราะฉะนั้น จึงยังมีสังขารคือปรุงแต่ง
อันหมายความว่า ความรู้ที่คิดว่ารู้นั้น ไม่ใช่เป็นตัวความรู้
แต่เป็นความปรุงแต่งขึ้นว่ารู้ คือไม่ใช่รู้จริง
เมื่อไม่ใช่รู้จริง ความรู้นั้นจึงเป็นความปรุงแต่ง ปรุงแต่งขึ้นว่ารู้ ไม่ใช่เป็นความรู้จริง
ต่อเมื่อเป็นความรู้จริง จึงจะไม่ใช่เป็นสังขารคือความปรุงแต่ง


เพราะฉะนั้น วิชชาคือความรู้ที่บังเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าในอริยสัจจ์ ๔
ท่านจึงได้แสดงไว้ว่า จักษุคือดวงตาผุดขึ้น ญาณคือความหยั่งรู้ผุดขึ้น
ปัญญาคือความรู้ทั่วถึงผุดขึ้น วิชชาคือความรู้ถูกต้องผุดขึ้น
อาโลกะคือความสว่างผุดขึ้น ในธรรมะทั้งหลายที่ยังมิได้เคยสดับมาก่อน
ว่านี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เป็นต้น

ความรู้ที่ผุดขึ้นดั่งนี้ ไม่ใช่เป็นความรู้ที่ปรุงแต่ง แต่เป็นความรู้จริง
ส่วนความรู้ที่ปรุงแต่งนั้นยังไม่ใช่เป็นความรู้จริง
แต่เป็นความปรุงแต่งต่างหาก อันเรียกว่าสังขาร
แม้ความรู้ที่เป็นปริยัติคือที่เล่าเรียน อันได้แก่สดับตรับฟังอ่านท่องบ่นจำทรง
ดังเช่นสดับตรับฟังอ่านท่องบ่นจำทรงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จำอริยสัจจ์ได้
นี้ก็เป็นสังขาร คือเป็นความปรุงแต่งขึ้นของผู้เรียน ไม่ใช่เป็นความรู้ของตนเอง
แต่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสสอนเอาไว้ แล้วก็มาฟัง มาจำทรง
เป็นความจำ เป็นความจำทรง ซึ่งเป็นตัวสังขารคือเป็นความปรุงแต่ง
ไม่ใช่เป็นความรู้ที่เป็นตัวปัญญาของตนเอง
จะเป็นความรู้ที่เป็นปัญญาของตัวเองนั้น ต้องเป็นความรู้ที่ผุดขึ้น
ไม่ใช่คิดขึ้น มิใช่จำเอาไว้ เป็นความรู้ที่ผุดขึ้น โดยที่ไม่ได้คิดไม่ได้แต่ง มิได้จำ

ดังจะพึงเห็นได้ว่าในปฐมเทศนา
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาคือธรรมจักร แก่พระปัญจวัคคีย์
ได้ตรัสแสดงถึงทางที่ทรงปฏิบัติมา ทรงละทางที่เป็นสุดโต่งสองอย่าง
ทรงปฏิบัติทางที่เป็นมัชฌิมาซึ่งอยู่ในท่ามกลาง ไม่ข้องแวะด้วยทางสุดโต่งทั้งสองนั้น
อันได้แก่มรรคมีองค์ ๘ จึงได้ตรัสรู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ก็ทรงแสดงอริยสัจจ์ทั้ง ๔
และทรงแสดงพระญาณที่มีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔
และเพราะพระญาณที่มีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้
บริสุทธิ์บริบูรณ์แก่พระองค์ จึงได้ทรงปฏิญญาพระองค์ว่าได้ตรัสรู้แล้ว ดั่งนี้

พระอัญญาโกณฑัญญะ

ธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ
ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา
นี้เป็นตัวปัญญา จะเห็นได้ว่าธรรมจักษุที่บังเกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะนี้
ไม่เกี่ยวแก่ถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงในปฐมเทศนานั้น
แต่เมื่อท่านพระโกณฑัญญะท่านได้ฟังแล้ว ท่านเข้าใจ
ความเข้าใจของท่านนั้นก็ผุดขึ้นมาแก่ท่านว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา คือท่านเห็นเกิดดับของทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น

ก็แหละ อันทุกๆสิ่งที่เกิดดับนี้เป็นตัวสังขาร คือเป็นสิ่งผสมปรุงแต่ง
สิ่งที่มีที่เป็นขึ้นทุกอย่างในโลกนี้ เป็นสิ่งผสมปรุงแต่งทุกอย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
เพราะฉะนั้นจึงต้องเกิดดับเป็นธรรมดา เห็นเกิดเห็นดับคู่กันไปในขณะเดียวกัน
นี้เป็นตัวธรรมดา หรือเป็นธรรมะของทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในโลก ที่มีเกิดขึ้น ก็ต้องมีดับ
นี่แหละคือตัวสังขาร และเมื่อเห็นสังขาร และเห็นเกิดดับของสังขาร จึงชื่อว่าเห็นทุกข์
ซึ่งเป็นทุกขสัจจะสภาพที่จริงคือทุกข์ ก็คือทุกขอริยสัจจ์
ที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ในปฐมเทศนานั้นเอง

แต่ว่าความรู้ที่ผุดขึ้นแก่ท่านนั้นไม่ได้อิงพยัญชนะถ้อยคำในปฐมเทศนา
แต่ว่าเป็นความรู้ที่ผุดขึ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอรรถรส หรือเป็นสาระคือแก่นสาร
ของเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น อันจะเปรียบได้ว่าเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
หรือที่พระสาวกแสดงกันต่อมาก็ตาม ซึ่งทุกๆคนได้สดับตรับฟัง
ได้เล่าเรียนศึกษา ได้ท่องบ่นจำทรง ก็เหมือนอย่างอาหารที่จัดใส่ไว้ในสำรับ
และที่ทุกคนก็ตักหยิบบริโภค คือนำเข้าใส่ปาก อาหารเหล่านี้ก็ปรากฏเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้
และเมื่อนำเข้าปากเคี้ยวอาหารเหล่านี้ก็รวมกัน และกลืนลงไปสู่ท้อง
เมื่อเข้าไปสู่ท้องแล้วก็ต้องย่อยให้โอชะของอาหารนั้นแผ่ไปเลี้ยงร่างกาย

ถ้าหากว่าไม่ย่อยเอาโอชะของอาหารนั้นไปเลี้ยงร่างกาย
อาหารที่บริโภคเข้าไปนั้นไม่ย่อยก็กลายเป็นพิษ ทำให้ปวดท้อง ทำให้เป็นโรค
ต่อเมื่อย่อยเอาโอชะไปเลี้ยงร่างกาย และส่วนกากนั้นก็เป็นอาหารเก่าถ่ายทิ้งต่อไป
ใช้แต่โอชะของอาหารนั้นไปเลี้ยงร่างกายเท่านั้น
ดั่งนี้อาหารนั้นจึงจะสำเร็จประโยชน์ แผ่ไปเลี้ยงร่างกายได้

ธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรม

ธรรมะที่ฟังก็ฉันนั้น ก็เหมือนอย่างอาหารที่ยังใส่อยู่ในสำรับ
แม้ที่หยิบใส่ปากเคี้ยว ก็เป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้
แต่ว่าที่จะเป็นธรรมะที่เป็นธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรมขึ้นนั้น จะต้องใช้ปัญญาย่อย
ย่อยให้เหลือแต่โอชะ โอชะของถ้อยคำ โอชะของปริยัติ โอชะของแบบแผน
ส่วนที่เป็นกากที่ไม่ใช่โอชะนั้นก็วางทิ้งไป ให้เหลือแต่โอชะ

ฉันใดก็ดี เมื่อท่านพระโกณฑัญญะฟังธรรม ท่านก็มิได้จับเอาพยัญชนะถ้อยคำ
มิได้จับเอาปริยัติ แต่ว่าย่อยปริยัติคือย่อยถ้อยคำนั้นด้วยปัญญาที่พิจารณา
จนได้โอชะของปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้าผุดขึ้นแก่ท่าน
คือท่านเห็นเกิดดับ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา เป็นความเห็นเกิดดับที่ผุดขึ้นมา
เพราะฉะนั้น ข้อความในธรรมะจักษุของท่านพระโกณฑัญญะนั้น
จึงคล้ายๆกับเป็นคนละเรื่องกับปฐมเทศนา แต่อันที่จริงนั้นไม่ใช่เป็นคนละเรื่อง
แต่เป็นตัวโอชะของปฐมเทศนานั้น

อันนี้แหละเป็นสิ่งสำคัญ
ฉะนั้นที่จะเห็นธรรมะได้นั้น ก็อาศัยถ้อยคำนั่นแหละ อาศัยปริยัตินั่นแหละ
แต่ว่าจับเอาโอชะของปริยัติของถ้อยคำนั้นได้ เป็นสาระคือตัวแก่นสารจริงๆ

ให้ความรู้ดั่งนี้ผุดขึ้น นั่นแหละจึงจะเป็นธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรม เป็นวิชชา
และเมื่อเป็นวิชชาแล้วก็สิ้นสงสัย ไม่ต้องคิดปรุงแต่งกันอีกต่อไป
แต่ที่ยังต้องปรุงแต่งกันอยู่นั้นก็เพราะยังมีอวิชชา คือความไม่รู้
ไม่รู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริง

ความไม่รู้สัจจะ

ในข้อนี้เห็นได้ธรรมดาทั่วไป
ดั่งเช่นเมื่อเห็นอะไรทางตา เพราะอวิชชาคือไม่รู้ในรูปที่ตาเห็นนั้น
จึงได้ยึดถือแล้วก็ปรุงแต่งรูปนั้น ว่านี่สวยนี่งาม นี่ไม่สวยนี่ไม่งาม
นี่เป็นสังขารคือปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว แต่งให้รูปที่ตาเห็นนั้นว่างามบ้างไม่งามบ้าง
และเมื่อแต่งให้เห็นว่างามบ้างไม่งามบ้างขึ้นแล้ว กิเลสก็เกิดขึ้นจับทันที
เมื่อแต่งให้เห็นว่างาม ราคะความติดความยินดี โลภะความโลภอยากได้ก็บังเกิดขึ้น
เมื่อเห็นว่าไม่งามก็ไม่สนใจ หรือว่าโทสะปฏิฆะความหงุดหงิดกระทบกระทั่งขัดเคือง
ก็บังเกิดขึ้น ก็เป็นความปรุงแต่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก

เหล่านี้สังขารทั้งนั้น คือใจปรุงขึ้นทั้งนั้น ว่างามก็ใจปรุงขึ้น ว่าไม่งามก็ใจปรุงขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะว่ายังมีอวิชชาคือไม่รู้ คือไม่รู้ว่านี่คือสังขาร รูปที่ตาเห็นนี่คือสังขาร
เป็นสิ่งที่เกิดดับ เห็นรูปนั้นก็เป็นเกิด แล้วก็รูปนั้นก็ดับทันที
คือหมายความว่าการเห็นนั้นเป็นปัจจุบัน แล้วก็เป็นอดีตไปทันที
เมื่อเป็นอดีตก็คือว่าดับไปแล้ว

อันที่จริงนั้นเมื่อคนเห็นอะไรทางตา รูปที่ตาเห็นนั้นก็เกิดดับไปทันทีในขณะนั้น
แล้วรูปอื่น เห็นรูปอื่นขึ้นอีกก็เกิดดับไปทันทีในขณะนั้น
แต่คราวนี้ยังไม่ดับอยู่ในใจ เพราะว่าจิตใจนี้ยังมีอวิชชาคือไม่รู้ว่านี่คือตัวทุกข์
เป็นตัวสังขาร เป็นสิ่งที่เกิดดับ เมื่อเป็นดั่งนี้จึงยึดถือ ยึดถือเอารูปนั้นมาตั้งอยู่ในใจ

เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงไม่ดับอยู่ในใจ เป็นที่ตั้งของราคะบ้างของโทสะบ้าง
หรือว่าของโลภะบ้าง โทสะบ้างสืบต่อไป นี่เป็นสังขารคือปรุงแต่งทั้งนั้น

ดวงตาเห็นธรรมคือเห็นเกิดดับ

คราวนี้ถ้าเมื่อเห็นรูปอะไรทางตาแล้ว รู้ทันทีว่าเกิดดับ
รูปที่เห็นในบัดนี้ เกิดไปในบัดนี้ ก็ดับไปในบัดนี้แล้ว คือผ่านไปแล้วเป็นอดีตไปแล้ว
ถ้าเห็นเกิดดับทันทีดั่งนี้แล้ว จะไม่เกิดความปรุงแต่ง
คือไม่ยึดเอารูปที่ดับไปแล้วนั้นมาปรุงแต่งในใจว่างามหรือไม่งาม
แล้วก็เกิดชอบหรือเกิดชังขึ้นมา ก็เป็นสังขารคือปรุงแต่งสืบต่อไป
อวิชชาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารคือปรุงแต่งขึ้นดั่งนี้
แต่ว่าถ้ารู้แล้วก็จะหยุดปรุงแต่งทันที ไม่ปรุงแต่ง ปล่อยให้รูปที่ตาเห็นนั้น รู้ดับไปแล้ว
เสียงที่ได้ยินก็ดับไปแล้ว จะเป็นเสียงสรรเสริญเสียงนินทาก็ดับไปแล้ว
กลิ่นรสโผฏฐัพพะเรื่องราวที่บังเกิดขึ้นในใจที่คิดที่นึก เกิดก็ดับไปแล้ว
คือเป็นอดีตไปแล้วทันที คู่กันไปกับเกิด เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ ไปทันที

ดั่งนี้เรียกว่าธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรม
เมื่อเป็นวิชชาขึ้นมาดั่งนี้แล้ว ก็จะหยุดไม่ปรุงแต่งในสิ่งเหล่านี้
ว่าเป็นยังงั้นเป็นยังงี้ แล้วก็ชอบ แล้วก็ชังกันเป็นต้นต่อไป
ซึ่งเป็นยังงั้นเป็นยังงี้ ชอบหรือชังเป็นต้นต่อไปนั้นก็เป็นความปรุงความแต่งทั้งสิ้น
เป็นสังขารทั้งสิ้น คือใจนี้เองปรุงขึ้นแต่งขึ้น แต่งเอาสิ่งที่ผ่านไปแล้วว่ายังมีอยู่
อันนี้แหละเป็นสิ่งสำคัญคือไม่เห็นเกิดดับ

เพราะฉะนั้นความเห็นเกิดดับที่เป็นธรรมจักษุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
ฟังธรรมะทุกข้อทุกบทที่จะเป็นตัวธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรมนั้น ก็คือเห็นเกิดดับนี้เอง
และเมื่อเห็นเกิดดับก็ไม่ใช่หมายความว่า เห็นเกิดดับจำเพาะตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้

แต่ว่าทำให้เห็นเกิดดับในธรรมะ คือในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ในโลกที่เป็นปัจจุบันนี้ทุกอย่าง
คือสิ่งที่มาประสบทางตาเป็นรูปที่ตาเห็น มาประสบทางหูเป็นเสียงที่หูได้ยิน
เป็นกลิ่นเป็นรสเป็นโผฏฐัพพะที่จมูกที่ลิ้นที่กายได้ทราบ
และเป็นธรรมะเรื่องราวต่างๆที่ใจได้คิดนึกที่รู้ เหล่านี้ทั้งสิ้น ที่ประสบพบผ่านอยู่ทุกขณะนี้
เมื่อประสบพบผ่านขึ้นเมื่อใดก็เกิดดับไปเมื่อนั้นทันที คู่กันไปเลยไม่มีเหลืออยู่
นี่เป็นวิชชา เมื่อเป็นวิชชาขึ้นมาดั่งนี้ได้จริงๆแล้วก็จะหยุดปรุง หยุดแต่ง หยุดยึด
ไม่ยึดให้เป็นสัญโญชน์คือข้อที่ผูกพันจิตใจอยู่ จิตใจไม่ผูกพันอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ผูกพันจิตใจอยู่ และไม่ปรุงแต่งว่าสิ่งเหล่านั้นงามหรือไม่งาม ดีหรือไม่ดี
ชอบใจหรือไม่ชอบใจ กิเลสที่เป็นกองราคะโทสะโมหะก็ไม่บังเกิดขึ้น
ซึ่งล้วนเป็นสังขารคือสิ่งปรุงแต่งทั้งสิ้น

เมื่อเห็นเกิดดับก็ชื่อว่าเห็นทุกข์

เพราะฉะนั้น ธรรมจักษุที่เป็นตัวเห็นทุกข์นั้น จึงต้องเห็นเกิดดับ
และเมื่อเห็นเกิดดับก็ชื่อว่าเห็นทุกข์ ฉะนั้นจะเห็นทุกข์ได้ก็ต้องเห็นสังขาร
คือเห็นว่าเป็นสังขารสิ่งผสมปรุงแต่ง และเมื่อเห็นสังขารก็จะเห็นเกิดดับของสังขาร
เมื่อเป็นดั่งนี้รวมกันเข้าก็ชื่อว่าเห็นทุกข์ ต้องอาศัยวิชชาจึงจะเห็นทุกข์ เห็นสังขาร เห็นเกิดดับ
และเมื่อเห็นเป็นวิชชาขึ้นดั่งนี้ก็หยุดปรุงหยุดแต่ง หยุดกิเลสได้ในสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ในโลก
แต่ที่ทุกคนยังต้องยึดยังต้องปรุงยังต้องแต่งเป็นตัวสังขารอยู่นี้ ก็เพราะอวิชชาคือไม่รู้
คือไม่เห็นเกิดดับของสิ่งทั้งหลายในโลก ในขณะที่ประสบพบผ่านทางตาทางหูเป็นต้น
จึงต้องยึดต้องปรุงต้องแต่ง ก็ใจนี้เอง นี้เป็นสังขารคือการผสมปรุงแต่งทั้งนั้น
ที่บังเกิดขึ้นในจิตใจ อวิชชาจึงทำให้เกิดสังขารขึ้นดั่งนี้

แล้วก็กล่าวได้ว่า ก็เพราะอวิชชานี้เอง ก็จะทำให้เกิดวิชชาขึ้น
คือทำให้เกิดปรุงแต่งเพื่อที่จะรู้จะเห็นขึ้น ดังที่เมื่อได้ฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้
ดังที่เช่นนำมาแสดงนี้ ก็ตั้งใจที่จะปฏิบัติในศีลในสมาธิในปัญญา หรือในมรรคมีองค์ ๘

ความที่ตั้งใจปฏิบัตินี้ก็เป็นสังขารอีกเหมือนกัน คือต้องผสมต้องปรุงต้องแต่ง
ต้องทำให้เป็นศีลขึ้นมา เป็นสมาธิขึ้นมา เป็นปัญญาขึ้นมา เป็นมรรคมีองค์ ๘ ขึ้นมา
และเมื่อปฏิบัติได้ดั่งนี้ ก็จะได้วิชชาคือความรู้ ตรงกันข้ามกับอวิชชา
คืออวิชชาก็จะดับไป วิชชาก็จะบังเกิดขึ้น ก็จะทำให้หยุดปรุงหยุดแต่งในที่สุดได้

อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดวิชชา

เพราะฉะนั้น ก็กล่าวได้อีกว่า
ก็เพราะอวิชชานี้เอง เป็นปัจจัยให้เกิดปรุงแต่งเพื่อที่จะรู้เป็นวิชชาขึ้นมา
และเมื่อเป็นวิชชาขึ้นมา อวิชชาดับ ก็หยุดหยุดแต่ง เพราะว่ารู้แล้วก็ไม่ต้องปรุงแต่งกันทำไม
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อเห็นเกิดเห็นดับ ทุกๆอย่างที่ประสบพบผ่านทางตาทางหู
เกิดดับอยู่ในปัจจุบันทุกอย่างไม่มีอะไรเหลืออยู่ ก็ไม่มีอะไรที่จะไปยึดถือ
เพราะว่าดับไปแล้ว จึงไม่ต้องคิดปรุงคิดแต่งว่างามหรือไม่งาม ดีหรือไม่ดี
แล้วก็เกิดยินดีหรือเกิดความยินร้าย ก็เป็นอันว่าหมดเรื่องกันไป
เพราะฉะนั้น อวิชชาจึงเป็นเหตุให้เกิดสังขารคือความปรุงแต่ง
และเมื่อเป็นวิชชาขึ้นมา ก็หยุดสังขารคือความปรุงแต่งได้
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*